การเปลี่ยนผ่านสู่สังคมสูงวัยของไทยกับความจำเป็นของการขยายอายุการทำงาน: วิเคราะห์เชิงโครงสร้างประชากรและตลาดแรงงาน

ประเทศไทยกำลังเดินหน้าเข้าสู่สังคมสูงวัยด้วยความเร็วที่สร้างความตื่นตัวไปทั่วทั้งระบบเศรษฐกิจและสังคม อัตราการเกิดที่ลดต่ำลงอย่างต่อเนื่อง จำนวนผู้เสียชีวิตที่สูงกว่าเด็กแรกเกิดในหลายปีติดต่อกัน และอายุขัยเฉลี่ยที่เพิ่มขึ้นสู่ช่วง 70–80 ปี ล้วนเป็นสัญญาณว่าประเทศกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ยุคใหม่ (มูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย, 2566) การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้เป็นเพียงปรากฏการณ์ประชากรศาสตร์ แต่เป็นแรงกระเพื่อมที่ส่งผลต่อทุกสถาบัน ตั้งแต่ตลาดแรงงาน ระบบสวัสดิการ ความมั่นคงครัวเรือน ตลอดจนความสามารถในการแข่งขันของประเทศในภาพรวม

ข้อมูลสำคัญระบุว่า ประเทศไทยเข้าสู่ “สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์” ตั้งแต่ปี 2567 เมื่อประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปมีสัดส่วนเกินร้อยละ 20 ของประชากรทั้งหมด และกำลังจะเข้าสู่ “สังคมสูงวัยระดับสุดยอด” ภายในปี 2576 โดยมีประชากรสูงอายุเกินร้อยละ 28 ของประชากรทั้งหมด (มูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย, 2566) ปรากฏการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเร็วกว่าในหลายประเทศพัฒนาแล้วที่ใช้เวลายาวนานกว่า 30–40 ปี ทำให้ประเทศไทยต้องเผชิญความท้าทายอย่างหนักในช่วงเวลาสั้น ๆ ขณะที่สถาบันต่าง ๆ อาจยังไม่มีการปรับตัวทันกับความเปลี่ยนแปลง

บทความนี้มุ่งอธิบาย “สถานการณ์โครงสร้างประชากรและตลาดแรงงานของไทย” พร้อมวิเคราะห์เหตุผลที่ทำให้ “การขยายอายุการทำงาน” กลายเป็นเรื่องสำคัญในเชิงระบบ มากกว่าการเป็นเพียงนโยบายเฉพาะทางแรงงาน

 

โครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนไป: แรงกดดันจากสังคมสูงวัย

สังคมไทยกำลังเผชิญภาวะ “ผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น–วัยแรงงานลดลง” อย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อภาคแรงงานและระบบเศรษฐกิจ รายงานสถานการณ์ผู้สูงอายุระบุว่าอัตราการเกิดมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่องจนต่ำกว่าการตาย ทำให้ประชากรไทยเพิ่มขึ้นแบบติดลบ และส่งผลให้สัดส่วนผู้พึ่งพิงสูงอายุ (Old-age Dependency Ratio) เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเพิ่มจากร้อยละ 54.8 ในปี 2564 เป็นร้อยละ 71.3 ภายในปี 2576 (มูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย, 2566) ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่าคนวัยทำงานต้องรองรับภาระดูแลผู้สูงอายุในระดับที่หนักขึ้นอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

การลดลงของวัยแรงงานในจำนวนมากเป็นผลจากอัตราเจริญพันธุ์ต่ำ ขณะที่อายุขัยเฉลี่ยเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ช่วงชีวิตหลังเกษียณของประชากรยาวนานขึ้นอีกกว่า 20–25 ปี ข้อมูลเหล่านี้ส่งสัญญาณถึงระบบเศรษฐกิจไทยว่าการคงแรงงานสูงวัยไว้ในตลาดแรงงานเป็นเรื่องที่จำเป็น เพื่อชะลอผลกระทบของภาวะขาดแคลนแรงงานในอนาคต ไม่เช่นนั้นประเทศไทยอาจต้องเผชิญปัญหาการเติบโตทางเศรษฐกิจชะลอตัวอย่างต่อเนื่อง (วิทยาลัยประชากรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2556)

 

สถานการณ์ตลาดแรงงานของผู้สูงอายุไทย

การวิเคราะห์ข้อมูลการทำงานของผู้สูงอายุระหว่างปี 2547–2562 ชี้ว่า แม้สัดส่วนการมีงานทำของกลุ่มอายุ 50–59 ปียังคงสูง แต่เมื่อเข้าสู่ช่วงอายุ 60 ปีขึ้นไป การมีส่วนร่วมในตลาดแรงงานลดลงอย่างชัดเจน (เฉลิมพล แจ่มจันทร์, 2563) อย่างไรก็ตาม การลดลงนี้ไม่ได้สะท้อนความสามารถในการทำงานที่ลดลงเสมอไป แต่สะท้อน “เพดานอายุการทำงาน” ที่กำหนดโดยภาครัฐและเอกชนมากกว่า เพราะหลายงานวิจัยยืนยันว่าผู้สูงอายุยังมีศักยภาพในการทำงาน ในแง่ทักษะ ประสบการณ์ และคุณภาพงาน (ชลธิชา อัศวนิรันดร, 2563)

ผู้สูงอายุจำนวนมากยังคงต้องพึ่งพารายได้จากการทำงาน เพื่อรักษาคุณภาพชีวิตของตนเองและครอบครัว จากข้อมูลของมูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย พบว่าผู้สูงอายุจำนวนมากในประเทศไทยมีรายได้หลักจากการทำงานควบคู่กับความช่วยเหลือจากบุตร เนื่องจากสิทธิประโยชน์ เช่น เงินบำนาญ หรือเบี้ยยังชีพ อาจไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นในปัจจุบัน (มูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย, 2566)

นอกจากนี้ ในภาคเอกชนมีข้อมูลที่ชี้ว่าผู้สูงอายุที่ได้รับการจ้างงานต่อมีระดับผลิตภาพอยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกับกลุ่มแรงงานทั่วไป บางตำแหน่งมีคุณภาพงานสูงกว่า โดยเฉพาะงานบริการ งานที่ต้องใช้ความละเอียดรอบคอบ หรือทักษะที่ต้องอาศัยความเข้าใจมนุษย์ (ชลธิชา อัศวนิรันดร, 2563)

 

เหตุผลเชิงระบบที่ทำให้ “การขยายอายุการทำงาน” เป็นสิ่งจำเป็น

การขยายอายุการทำงานมีเหตุผลรองรับจากมุมระบบหลายประการ ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และการจัดการกำลังคนของประเทศ งานวิจัยด้านเศรษฐกิจมหภาคชี้ว่า การคงแรงงานสูงวัยไว้ในตลาดแรงงานสามารถชะลอการหดตัวของกำลังแรงงานและลดแรงกดดันต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจได้ แม้ผลกระทบต่อ GDP จะไม่สูงมาก แต่ถือเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายที่ใช้รองรับสังคมสูงวัยในระยะยาว (วิทยาลัยประชากรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2556)

ในด้านความมั่นคงของประชากร การขยายอายุการทำงานช่วยเพิ่มรายได้ของผู้สูงอายุ ลดความเสี่ยงต่อความยากจน และลดภาระต่อครัวเรือน ภายใต้บริบทที่โครงสร้างครอบครัวไทยเปลี่ยนไปจากครอบครัวขยายสู่ครอบครัวเดี่ยว การมีรายได้จากการทำงานจึงเป็น “สายใยสำคัญ” ของความมั่นคงชีวิตผู้สูงอายุ

จากมุมขององค์กร การจ้างงานผู้สูงอายุและขยายอายุการทำงานยังช่วยให้ระบบงานคงเสถียรภาพ ลดต้นทุนในการฝึกอบรมแรงงานใหม่ และรักษาความรู้เชิงประสบการณ์ที่สำคัญในการทำงาน โดยเฉพาะตำแหน่งที่ต้องใช้การวิเคราะห์ การตัดสินใจ และความละเอียดอ่อน

 

ความสามารถในการทำงานของผู้สูงอายุ: หลักฐานจาก WAI และงานวิจัยร่วมสมัย

โครงการ Fit2Work (การพัฒนาต้นแบบการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรคด้วยนวัตกรรมซอฟต์แวร์วิเคราะห์ภาวะสุขภาพกับการทำงาน)  ซึ่งศึกษาความสามารถในการทำงานของผู้สูงอายุโดยใช้ดัชนี Work Ability Index (WAI) พบว่า ผู้สูงอายุในช่วงวัย 60–70 ปียังคงมีความสามารถในการทำงานในระดับดี หากได้รับการดูแลด้านสุขภาพและการปรับสภาพแวดล้อมการทำงานอย่างเหมาะสม (สมหญิง สายธนู, 2564–2567) ดัชนีนี้สะท้อนว่าศักยภาพของผู้สูงอายุไม่ได้ลดลงทันทีที่อายุถึง 60 ปี หากแต่สัมพันธ์กับสุขภาพเรื้อรัง การพักผ่อน การออกกำลังกาย และความยืดหยุ่นของงานที่ทำ

งานวิจัยในภาคเอกชนยังชี้ว่า ผู้สูงอายุมีข้อได้เปรียบด้านทัศนคติการทำงาน ความรับผิดชอบสูง และสามารถทำงานร่วมกับทีมได้ดี ในบางกรณี กลุ่มผู้สูงอายุได้รับคำชื่นชมด้านความละเอียดในการตรวจงานและการดูแลลูกค้า (ชลธิชา อัศวนิรันดร, 2563) สะท้อนว่า หากมีระบบประเมินสมรรถนะที่เหมาะสม การขยายอายุการทำงานสามารถทำได้โดยไม่กระทบคุณภาพงาน

 

โจทย์สำคัญของนโยบาย: จะขยายอายุการทำงานอย่างไรให้สมดุล

งานวิจัยและสถานการณ์ปัจจุบันสะท้อนว่า การขยายอายุการทำงานของผู้สูงอายุจำเป็นต้องอยู่บนฐานของ “ความยืดหยุ่น” มากกว่าการกำหนดเกณฑ์อายุเดียวแบบแข็งตัว องค์ประกอบที่ควรพิจารณา ได้แก่ การปรับตำแหน่งงานให้เหมาะสม การกำหนดชั่วโมงทำงานที่ยืดหยุ่น การเสริมสร้างทักษะดิจิทัล การส่งเสริมสุขภาพ และระบบประเมินสมรรถนะที่สะท้อนความสามารถมากกว่าอายุ (สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน, 2562)

การเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็วของไทยเป็นปรากฏการณ์ที่มิใช่เพียงตัวเลข แต่เป็นแรงเหวี่ยงที่สั่นสะเทือนทุกมิติของสังคม ทั้งตลาดแรงงาน ระบบสวัสดิการ และคุณภาพชีวิตของประชากรทุกช่วงวัย เมื่อวัยแรงงานลดลงและวัยสูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง การคงกำลังแรงงานสูงวัยในตลาดงานจึงเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่ช่วยประคับประคองเศรษฐกิจไทยในช่วงการเปลี่ยนผ่าน

งานวิจัยจำนวนมากชี้ว่าผู้สูงอายุมีศักยภาพในการทำงานหากได้รับการสนับสนุนและการปรับสภาพแวดล้อมการทำงานอย่างเหมาะสม การขยายอายุการทำงานจึงไม่ควรถูกมองว่าเป็นภาระ แต่เป็น “การลงทุนทางสังคม” ที่เกิดประโยชน์ทั้งต่อประเทศ องค์กร และตัวผู้สูงอายุเอง การออกแบบนโยบายที่เหมาะสมจึงต้องมีความยืดหยุ่น สมดุล และตั้งอยู่บนหลักฐานเชิงประจักษ์ เพื่อให้สังคมไทยสามารถก้าวผ่านโครงสร้างประชากรใหม่ได้อย่างมั่นคงและมีคุณภาพ

 


รายการอ้างอิง

ชลธิชา อัศวนิรันดร. (2563). รูปแบบการจ้างงานผู้สูงอายุในภาคเอกชนของไทย: ความยืดหยุ่น ผลิตภาพ และการคุ้มครอง.
เฉลิมพล แจ่มจันทร์. (2563). สถานการณ์และแนวโน้มสภาพการทำงานของผู้สูงอายุไทย.
เฉลิมพล แจ่มจันทร์. (2564). สถานการณ์แรงงานสูงอายุนอกระบบในประเทศไทย.
มูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย. (2566). การส่งเสริมการทำงานของผู้สูงอายุ.
สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน. (2562). ทัศนคติต่อการขยายอายุการทำงาน.
สมหญิง สายธนู. (2564–2567). โครงการพัฒนาต้นแบบการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรคด้วยนวัตกรรมซอฟต์แวร์วิเคราะห์ภาวะสุขภาพกับการทำงาน (Fit2Work).
วิทยาลัยประชากรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. (2556). ผลกระทบด้านมหภาคและจุลภาคของการขยายอายุเกษียณ.