ในขณะที่สังคมไทยก้าวเข้าสู่ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการเป็น “สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์” ประเด็นแรงงานสูงอายุจึงกลายเป็นเรื่องที่ถูกพูดถึงในหลายระดับ ตั้งแต่เวทีนโยบายระดับประเทศ จนถึงชีวิตของผู้สูงอายุในครัวเรือนท้องถิ่น การขยายอายุการทำงานหรือการจ้างงานผู้สูงอายุในภาคเอกชนเป็นประเด็นที่มักถูกหยิบยกขึ้นมามากที่สุด ทว่า ภาพสะท้อนหนึ่งที่มักถูกละเลย คือ “แรงงานสูงอายุในภาคนอกระบบ” ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีจำนวนมากที่สุดในแรงงานทั้งประเทศ และมีบทบาทสำคัญในเศรษฐกิจระดับฐานราก
แรงงานสูงอายุในภาคนอกระบบส่วนใหญ่ไม่ได้มีหลักประกันทางสังคม ไม่มีสัญญาจ้าง ไม่มีค่าชดเชย ไม่มีกฎหมายแรงงานคุ้มครอง และไม่มีหลักประกันใด ๆ รองรับหลังยุติการทำงาน สิ่งเหล่านี้ทำให้ “การทำงาน” ไม่ใช่เพียงทางเลือก แต่เป็นความจำเป็นของผู้สูงอายุเพื่อรักษาความอยู่รอดของตนเองและครอบครัว ขณะเดียวกัน งานวิจัยจำนวนมากก็ชี้ว่าผู้สูงอายุในภาคนอกระบบยังคงมีศักยภาพสูง แต่ถูกจำกัดด้วยโครงสร้างที่ไม่เอื้อต่อการทำงานอย่างมีคุณภาพ
บทความนี้มุ่งวิเคราะห์ความเป็นจริงของแรงงานสูงอายุในภาคนอกระบบไทย ทั้งในด้านสถานการณ์ปัจจุบัน รูปแบบงาน รายได้ คุณภาพชีวิต ศักยภาพ และอุปสรรคเชิงโครงสร้าง พร้อมชี้ให้เห็นทิศทางเชิงนโยบายที่ประเทศไทยควรพิจารณาเพื่อรองรับสังคมสูงวัยในทศวรรษหน้า
สถานการณ์แรงงานสูงอายุในภาคนอกระบบไทย
งานวิจัยของเฉลิมพล แจ่มจันทร์ (2564) ระบุว่าแรงงานสูงอายุจำนวนมากยังคงทำงานต่อเนื่องแม้อายุเกิน 60 ปี โดยงานที่ทำส่วนใหญ่เป็นงานอิสระ งานรับจ้างทั่วไป งานการเกษตร งานค้าขายขนาดเล็ก และงานบริการในครัวเรือน ลักษณะของงานดังกล่าวสะท้อนถึงโครงสร้างเศรษฐกิจระดับฐานรากที่ผู้สูงอายุมีบทบาทสำคัญ โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบท ซึ่งเศรษฐกิจครัวเรือนยังต้องพึ่งพาการทำงานของผู้สูงอายุอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
จำนวนแรงงานสูงอายุในภาคนอกระบบเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สาเหตุสำคัญมาจากอัตราการเกิดที่ลดลงและการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างครอบครัว ซึ่งทำให้ผู้สูงอายุต้องเป็นผู้หารายได้หลักหรือร่วมหารายได้กับครัวเรือน ขณะที่งานวิจัยของมูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย (2566) ระบุว่าผู้สูงอายุจำนวนมากยังต้องพึ่งพารายได้จากการทำงาน เพราะเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุไม่เพียงพอต่อค่าครองชีพที่สูงขึ้น
รายได้เฉลี่ยของผู้สูงอายุในภาคนอกระบบมักไม่แน่นอนและต่ำกว่าความจำเป็นพื้นฐาน โดยหลายครัวเรือนต้องเผชิญปัญหาหนี้สินสะสม ขณะเดียวกัน ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของผู้สูงอายุกลับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้สถานการณ์ของแรงงานสูงอายุในภาคนี้มี “ความเปราะบางเชิงโครงสร้าง” ที่ไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยมาตรการเฉพาะหน้าเพียงอย่างเดียว
ลักษณะงานและบทบาทของผู้สูงอายุในภาคนอกระบบ
งานวิจัยหลายชิ้นสะท้อนว่าผู้สูงอายุในภาคนอกระบบทำงานหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่งานเกษตรกรรม งานประมง งานค้าขายรายย่อย งานบริการ งานคัดแยกวัสดุรีไซเคิล งานหัตถกรรม งานซ่อมแซม และงานบริการชุมชน ผู้สูงอายุเป็นแรงงานสำคัญในงานที่ต้องอาศัยความละเอียด ค่อยเป็นค่อยไป และต้องการความสม่ำเสมอ เช่น การทำอาหารขาย งานหัตถกรรม งานเกษตรที่ต้องดูแลประจำวัน รวมถึงงานบริการลูกค้าที่อาศัยความเป็นมิตรและความไว้เนื้อเชื่อใจ
ในหลายพื้นที่ของประเทศไทย ผู้สูงอายุยังเป็นกำลังสำคัญในระบบเศรษฐกิจชุมชน เช่น กลุ่มวิสาหกิจชุมชน กลุ่มทอผ้า กลุ่มผลิตอาหารท้องถิ่น หรือกลุ่มดูแลสวัสดิการชุมชน งานเหล่านี้อาจไม่ได้มีรายได้สูง แต่เป็นเสาหลักของเศรษฐกิจพื้นที่จำนวนมาก เอกสารวิชาการ “การส่งเสริมการทำงานของผู้สูงอายุ” โดย มส.ผส. (2566) ระบุว่าการมีผู้สูงอายุอยู่ในกิจกรรมชุมชนช่วยประคับประคองเศรษฐกิจระดับครัวเรือนและสร้างความสามัคคีในชุมชน
อย่างไรก็ตาม งานจำนวนมากของผู้สูงอายุในภาคนอกระบบเป็นงานที่ใช้แรงกายและเสี่ยงต่อการบาดเจ็บ โดยเฉพาะในงานเกษตรกรรมซึ่งผู้สูงอายุจำนวนมากยังต้องทำด้วยตนเอง แม้จะมีโรคประจำตัวหรือข้อจำกัดทางสุขภาพก็ตาม ปัจจัยนี้เป็นความท้าทายสำคัญที่ต้องได้รับการแก้ไขผ่านนโยบายเชิงระบบ
ศักยภาพที่ถูกมองข้ามของแรงงานสูงอายุ
แม้ผู้สูงอายุในภาคนอกระบบจะเผชิญข้อจำกัดมากมาย แต่ศักยภาพที่แท้จริงของพวกเขามักถูกมองข้าม งานศึกษาหลายฉบับเผยว่าผู้สูงอายุมีทักษะประสบการณ์สูงในงานที่ต้องอาศัยความละเอียด ความมั่นคง และความรู้เชิงปฏิบัติ เช่น งานเกษตรที่ต้องควบคุมคุณภาพ งานทำอาหาร งานบริการลูกค้า และงานภูมิปัญญาท้องถิ่น
รายงานของชลธิชา อัศวนิรันดร (2563) ชี้ว่าผู้สูงอายุมีจุดแข็งด้านความซื่อสัตย์ ความรับผิดชอบสูง และความสามารถในการทำงานซ้ำอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งเป็นคุณลักษณะที่นายจ้างจำนวนมากต้องการ และยังเป็นคุณลักษณะที่แรงงานรุ่นใหม่มักขาด
ขณะที่งานวิจัย Fit2Work พบว่า ผู้สูงอายุจำนวนมากยังมีความสามารถในการทำงานที่ดี โดยเฉพาะงานที่ไม่ต้องใช้แรงกายมาก แต่ต้องการทักษะด้านอารมณ์และการติดต่อสื่อสาร (สมหญิง สายธนู, 2564–2567) ดัชนี Work Ability Index แสดงให้เห็นว่าปัจจัยที่ทำให้ผู้สูงอายุทำงานได้ดีไม่ใช่อายุ แต่เป็นสุขภาพ การออกกำลังกาย และสภาพงานที่เหมาะสม
ผู้สูงอายุจำนวนมากยังมีบทบาทเป็น “ผู้ถ่ายทอดความรู้” ให้คนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะภูมิปัญญาท้องถิ่น เช่น การทำอาหารพื้นบ้าน การแปรรูปอาหาร การผลิตหัตถกรรม การทำเกษตรยั่งยืน และการจัดการเศรษฐกิจครัวเรือน บทบาทนี้มีคุณค่าอย่างมากต่อเศรษฐกิจฐานรากและการคงอัตลักษณ์ของชุมชน
อุปสรรคเชิงโครงสร้างที่กดทับแรงงานสูงอายุ
งานวิจัยของเฉลิมพล แจ่มจันทร์ (2564) และงานวิจัยอื่น ๆ ให้ข้อมูลตรงกันว่าแรงงานสูงอายุในภาคนอกระบบเผชิญอุปสรรคหลายประการ ได้แก่
1. การขาดหลักประกันทางสังคม แรงงานในภาคนอกระบบส่วนใหญ่ไม่มีประกันสังคม ไม่มีเงินชดเชย ไม่มีค่าลาป่วย และไม่มีสวัสดิการพื้นฐาน ทำให้พวกเขาต้องทำงานแม้ในวันที่มีอาการเจ็บป่วย โดยเฉพาะในงานเกษตร งานค้าขาย และงานบริการ
2. รายได้ไม่แน่นอนและต่ำกว่าค่าครองชีพ รายได้จากงานรับจ้างทั่วไปหรือการค้าขายรายย่อยขึ้นอยู่กับสภาพเศรษฐกิจและฤดูกาล ทำให้ผู้สูงอายุจำนวนมากอยู่ในภาวะ “เสี่ยงต่อความยากจนเรื้อรัง”
3. การขาดทักษะดิจิทัลและการตลาดยุคใหม่ งานวิจัยใน “โครงการพัฒนาดิจิทัลแพลตฟอร์มเสริมการทำงาน” พบว่าผู้สูงอายุจำนวนมากยังไม่คุ้นเคยกับเทคโนโลยี เช่น การขายของออนไลน์ การโอนเงิน หรือการใช้แพลตฟอร์มจัดส่งสินค้า ซึ่งทำให้โอกาสทางรายได้ถูกจำกัดลง
4. สภาพร่างกายที่เปลี่ยนไป โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น เบาหวาน ความดัน ข้อเสื่อม เป็นปัญหาสำคัญที่ทำให้ผู้สูงอายุอาจไม่สามารถทำงานที่ใช้แรงกายหนักได้ต่อเนื่อง
5. การเข้าถึงตลาดที่จำกัด ผู้สูงอายุจำนวนมากผลิตสินค้าได้ดี แต่ไม่สามารถเข้าถึงตลาดหรือแหล่งจำหน่ายที่มีศักยภาพ โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบท อุปสรรคเหล่านี้สะท้อนว่าการทำงานของผู้สูงอายุในภาคนอกระบบไม่ได้ถูกจำกัดด้วย “ความสามารถของผู้สูงอายุ” เอง แต่ถูกจำกัดด้วย “โครงสร้างที่ไม่เอื้อ” ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการแก้ไขอย่างเป็นระบบ
แนวทางเชิงนโยบายเพื่อยกระดับแรงงานสูงอายุในภาคนอกระบบ
ข้อมูลจากงานวิจัยหลายแหล่งเสนอแนวทางที่ประเทศไทยควรใช้เพื่อพัฒนาศักยภาพแรงงานสูงอายุในภาคนอกระบบ ได้แก่
1. ระบบประกันสังคมที่ยืดหยุ่นและครอบคลุมผู้สูงอายุ ควรพัฒนาระบบประกันสังคม ม.40 ให้สามารถรองรับความเสี่ยงของแรงงานสูงอายุทั้งในด้านสุขภาพและรายได้
2. โครงการเสริมทักษะดิจิทัลให้ผู้สูงอายุ โครงการพัฒนาดิจิทัลแพลตฟอร์มเสริมการทำงาน เสนอให้จัดอบรมผู้สูงอายุเกี่ยวกับการใช้มือถือ สมาร์ตโฟน การขายออนไลน์ และการทำบัญชีรายรับรายจ่าย เพื่อเพิ่มโอกาสทางรายได้
3. ออกแบบงานชุมชนที่เหมาะกับผู้สูงอายุ ควรมีโครงการจ้างงานชุมชน เช่น งานดูแลพื้นที่สีเขียว งานบริการชุมชน งานหัตถกรรม งานจัดงานวัฒนธรรม ซึ่งสอดคล้องกับความสามารถของผู้สูงอายุ
4. ระบบจับคู่แรงงานสูงอายุกับงานที่เหมาะสม ควรพัฒนา platform จับคู่ผู้สูงอายุเข้ากับงานที่ไม่ใช้แรงกายหนักและงานบริการที่ต้องใช้ประสบการณ์
5. ส่งเสริมเศรษฐกิจผู้สูงอายุ (Silver Economy) ระดับฐานราก สนับสนุนการผลิตสินค้า และบริการเฉพาะทางของผู้สูงอายุ เช่น อาหารพื้นบ้าน สมุนไพร งานหัตถกรรม และบริการดูแลสุขภาพ
แรงงานสูงอายุในภาคนอกระบบไม่ได้เป็นเพียงแรงงานที่เหลืออยู่หลังเกษียณ แต่เป็นกำลังสำคัญที่ค้ำจุนเศรษฐกิจฐานรากของไทยในหลายมิติ พวกเขาเป็นทั้งผู้ผลิต ผู้ค้าขาย ผู้ให้บริการ ผู้ดูแลครัวเรือน ผู้ถ่ายทอดภูมิปัญญา และผู้สร้างความมั่นคงของชุมชน งานวิจัยหลายชิ้นยืนยันว่าผู้สูงอายุมีศักยภาพสูง และสามารถทำงานได้อย่างมีคุณค่า เพียงแต่ถูกจำกัดด้วยโครงสร้างเศรษฐกิจและสวัสดิการที่ไม่เอื้อ
การพัฒนาแรงงานสูงอายุในภาคนอกระบบจึงต้องมองให้ลึกกว่าเพียงตัวเลขอายุ ต้องมองทั้งศักยภาพที่มีอยู่ ปัญหาเชิงโครงสร้าง และความจำเป็นของการออกแบบนโยบายรองรับสังคมสูงวัยอย่างเป็นระบบ หากประเทศไทยสามารถยกระดับความมั่นคงของผู้สูงอายุในภาคนอกระบบได้ ไม่เพียงแต่คุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุจะดีขึ้น แต่ยังจะเสริมความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจชุมชน และสร้างความมั่นคงให้สังคมไทยในภาพรวมได้ในระยะยาว
