ระบบข้าราชการไทยท่ามกลางสังคมสูงวัย: ความท้าทายเชิงสถาบัน การจัดสรรกำลังคน และความหมายใหม่ของการรับราชการในยุคอายุยืน

ระบบข้าราชการไทยเป็นหนึ่งในสถาบันที่มีบทบาทสำคัญที่สุดในการขับเคลื่อนรัฐและให้บริการสาธารณะมาอย่างยาวนาน ไม่ว่าจะเป็นงานด้านสาธารณสุข การศึกษา การบริหารงานท้องถิ่น การเกษตร การพัฒนาสังคม และการคมนาคม ทุกระบบต่างพึ่งพากำลังคนจากภาครัฐที่ต้องมีความรู้ ความชำนาญ และความรับผิดชอบสูง แต่ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา การเปลี่ยนผ่านสู่สังคมสูงวัยได้ทำให้ระบบราชการต้องเผชิญโจทย์ที่ซับซ้อนกว่าเดิม โดยเฉพาะเรื่อง “โครงสร้างกำลังคน” และ “อายุเกษียณราชการ” ซึ่งสัมพันธ์กับสวัสดิการ ความก้าวหน้า และสมรรถนะการทำงานของรัฐโดยตรง

จากข้อมูลการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร พบว่าสัดส่วนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ขณะที่จำนวนประชากรวัยแรงงานลดลงอย่างต่อเนื่อง เมื่อประกอบกับระบบราชการที่มีการเกษียณอายุแบบอายุ 60 ปี อย่างตายตัว ผลลัพธ์คือ “การสูญเสียกำลังคนจำนวนมากในเวลาใกล้เคียงกัน” โดยเฉพาะในกระทรวงที่มีเจ้าหน้าที่จำนวนมาก เช่น กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงมหาดไทย

งานวิจัยและเอกสารวิชาการหลายฉบับสะท้อนว่า หากไม่มีการปรับตัวอย่างเหมาะสม ระบบราชการอาจต้องเผชิญความท้าทายด้านคุณภาพบริการสาธารณะ การขาดแคลนบุคลากรในสาขาที่มีความเชี่ยวชาญ และภาระงบประมาณด้านบำนาญที่เพิ่มสูงขึ้น ขณะเดียวกัน ผู้สูงอายุในระบบราชการเองก็ยังมีศักยภาพที่จะทำงานต่อได้อย่างมีคุณภาพ หากมีการออกแบบสภาพงานที่สอดคล้องกับวัย

บทความนี้จึงมุ่งวิเคราะห์ “ความท้าทายเชิงสถาบัน” ที่ระบบข้าราชการไทยกำลังเผชิญ การเปลี่ยนแปลงด้านอายุขัยและกำลังคน และเหตุผลว่าทำไมการปรับระบบเกษียณอายุและการบริหารกำลังคนจึงเป็นโจทย์ที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงในยุคสังคมสูงวัย

 

การเปลี่ยนผ่านสู่สังคมสูงวัย: โครงสร้างประชากรที่กำลังกดทับระบบราชการ

ประเทศไทยเข้าสู่ “สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์” ตั้งแต่ปี 2566 ด้วยสัดส่วนผู้สูงอายุเกินร้อยละ 20 ของประชากรทั้งหมด และคาดว่าจะเข้าสู่ “สังคมสูงวัยระดับสุดยอด” ภายในปี 2576 โดยมีผู้สูงอายุเกินร้อยละ 28 ของประชากร (มูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย, 2566) การเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นเร็วกว่าที่หลายหน่วยงานคาดการณ์ไว้ เนื่องจากอัตราการเกิดลดลงอย่างรวดเร็ว และจำนวนคนวัยแรงงานลดลงต่อเนื่อง แนวโน้มดังกล่าวทำให้จำนวนข้าราชการใหม่ที่จะเข้าสู่ระบบลดลง เนื่องจากฐานประชากรที่มีอายุระหว่าง 18–25 ปีลดลงในทุกจังหวัด ขณะเดียวกัน ข้าราชการจำนวนมากกำลังก้าวเข้าสู่วัยเกษียณพร้อมกัน ซึ่งเป็นผลสะสมจากยุคที่อัตราการเกิดยังสูงและมีการรับราชการจำนวนมากในช่วงเดียวกันของหลายทศวรรษก่อน

งานวิจัย “การเกษียณอายุราชการในระบบราชการไทย” ระบุว่าโครงสร้างอายุของข้าราชการไทยกำลัง “กระจุกตัว” ในกลุ่มอายุ 50 ปีขึ้นไป ซึ่งหมายความว่ารัฐกำลังเผชิญกับ “ระลอกเกษียณ” ที่จะเกิดขึ้นในช่วงเวลาอันสั้น หากไม่เร่งปรับตัว ระบบราชการจำนวนมากจะสูญเสียบุคลากรที่มีประสบการณ์สูงพร้อมกันในปริมาณมาก ซึ่งอาจกระทบต่อคุณภาพการให้บริการสาธารณะ (การเกษียณอายุราชการในระบบราชการไทย, ไม่ระบุปี)

 

ระบบอายุเกษียณราชการ: การออกแบบในอดีตที่ไม่สอดคล้องกับอายุขัยยุคใหม่

อายุเกษียณ 60 ปีของระบบราชการไทยถูกกำหนดขึ้นในยุคที่อายุขัยเฉลี่ยของคนไทยอยู่เพียง 60–62 ปี กล่าวอีกนัยหนึ่ง ระบบเกษียณถูกออกแบบบนสมมติฐานของ “ชีวิตหลังเกษียณที่สั้นกว่า 10 ปี” แต่ในปัจจุบันอายุขัยเฉลี่ยของคนไทยเพิ่มสูงขึ้นถึง 75–80 ปี ทำให้ช่วงชีวิตหลังเกษียณยาวนานถึง 20–25 ปี ซึ่งแตกต่างจากพื้นฐานเดิมอย่างสิ้นเชิง

งานวิจัย “ผลกระทบด้านมหภาคและจุลภาคของการขยายอายุเกษียณ” ระบุว่าการเกษียณที่อายุ 60 ปีในปัจจุบันกำลังสร้างภาระต่อระบบบำนาญอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากรัฐต้องจ่ายเงินบำนาญในระยะเวลาที่ยาวนานกว่าในอดีตมาก ในขณะที่กำลังแรงงานใหม่ไม่เพิ่มขึ้นเพื่อรองรับภาระบำนาญในอนาคต (วิทยาลัยประชากรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2556)

ดังนั้น การเกษียณที่อายุ 60 ปีจึงกลายเป็น “จุดอ่อนเชิงโครงสร้าง” ของระบบราชการไทย เนื่องจากไม่สอดคล้องกับอายุขัยจริงของประชากร และไม่สอดรับกับความต้องการกำลังคนในปัจจุบัน

 

ความสามารถในการทำงานของข้าราชการสูงอายุ: หลักฐานจากงานวิจัย

ในหลายประเทศ การขยายอายุเกษียณมักถูกตั้งคำถามว่าส่งผลต่อคุณภาพงานหรือไม่ งานวิจัยในไทยจากโครงการ Fit2Work ซึ่งประเมินความสามารถในการทำงานของผู้สูงอายุโดยใช้ดัชนี Work Ability Index (WAI) พบว่า ข้าราชการและแรงงานสูงอายุระหว่างอายุ 60–70 ปียังคงมีความสามารถในการทำงานในระดับดี หากมีการจัดสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม เช่น การปรับภาระงาน การกำหนดวันทำงานที่ยืดหยุ่น หรือการสนับสนุนด้านสุขภาพ (สมหญิง สายธนู, 2564–2567)

งานวิจัยยังชี้ว่าคุณลักษณะของข้าราชการสูงอายุ ได้แก่ ความรับผิดชอบสูง ความละเอียดรอบคอบ ความมั่นคงทางอารมณ์ และประสบการณ์เชิงลึก ส่งผลให้พวกเขามีบทบาทสำคัญในงานที่ต้องการความแม่นยำสูง งานกำกับดูแล งานวิเคราะห์ข้อมูล งานวางแผนเชิงนโยบาย และงานที่ต้องสร้างความไว้วางใจกับประชาชน

ข้อมูลจากการศึกษาของชลธิชา อัศวนิรันดร (2563) ยังยืนยันว่าในหลายองค์กร ผู้สูงอายุมีคุณภาพงานที่ดี และมีบทบาทสำคัญในการถ่ายทอดองค์ความรู้ให้แก่รุ่นน้อง หากระบบราชการสามารถออกแบบระบบงานที่เหมาะสม การขยายอายุการทำงานจึงไม่เพียงเป็นการเพิ่มจำนวนแรงงาน แต่ยังเป็นการเพิ่มคุณภาพงานในหลายสาขาอีกด้วย

 

ความท้าทายเชิงสถาบันของระบบราชการไทยในยุคสังคมสูงวัย

งานวิจัยหลายชิ้นสะท้อนว่าระบบราชการกำลังเผชิญความท้าทายสำคัญ 4 ประการ ได้แก่

1. ปัญหาการขาดแคลนบุคลากรเชิงสาขา หลายกระทรวง โดยเฉพาะสาธารณสุข การศึกษา และการปกครองท้องถิ่น กำลังเผชิญปัญหาขาดแคลนบุคลากรระดับปฏิบัติการ เนื่องจากอัตราการบรรจุใหม่ไม่เพียงพอ ขณะที่ข้าราชการจำนวนมากกำลังจะเกษียณ

2. ความเหลื่อมล้ำของระบบอายุเกษียณในกลุ่มวิชาชีพต่าง ๆ บางวิชาชีพ เช่น แพทย์ พยาบาล คณาจารย์มหาวิทยาลัย ผู้พิพากษา และอัยการ มีอายุเกษียณ 65–70 ปี ขณะที่ข้าราชการทั่วไปเกษียณที่ 60 ปี ความไม่สมดุลนี้ก่อให้เกิดข้อถกเถียงด้านความเป็นธรรมและความคุ้มค่าของต้นทุนภาครัฐ

3. ภาระด้านงบประมาณบำนาญที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เมื่อคนมีชีวิตหลังเกษียณยาวขึ้น ภาระบำนาญที่รัฐต้องจ่ายก็สูงขึ้น โดยไม่มีระบบ “สมทบร่วม” แบบกองทุนบำนาญเอกชน ทำให้เกิดความเสี่ยงด้านเสถียรภาพการคลังในระยะยาว

4. การขาดระบบพัฒนาและประเมินสมรรถนะตามช่วงวัย ข้าราชการจำนวนมากไม่ได้รับการพัฒนาทักษะดิจิทัลหรือทักษะใหม่ ๆ ตามบริบทงานยุคใหม่ ทำให้เกิดช่องว่างระหว่างสมรรถนะและความต้องการของงานที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

 

ความจำเป็นของการปฏิรูประบบกำลังคนภาครัฐ

จากข้อมูลทั้งหมด คำถามสำคัญคือ “ระบบราชการไทยควรปรับตัวอย่างไรในยุคที่ประชากรมีอายุยืนยาวขึ้น?” งานวิจัยเสนอแนวทางสำคัญ ดังนี้:

1. การกำหนดอายุเกษียณแบบยืดหยุ่น ให้ข้าราชการสามารถเลือกเกษียณที่อายุ 60, 63 หรือ 65 ปี ตามสุขภาพและความพร้อม เช่นเดียวกับระบบในบางมหาวิทยาลัย (สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน, 2562)

2. การปรับภาระงานให้เหมาะกับช่วงวัย เช่น การให้ข้าราชการสูงอายุทำงานที่ใช้ประสบการณ์สูง งานกำกับดูแล งานที่ปรึกษา และงานถ่ายทอดความรู้

3. การจัดทำระบบประเมินสมรรถนะตามอายุงาน เพื่อให้การทำงานหลังอายุ 60 ปี สอดคล้องกับสภาพร่างกายและศักยภาพจริง

4. การส่งเสริมสุขภาพแรงงานสูงอายุ ผลจาก Fit2Work ชี้ว่า การออกกำลังกาย การลดโรคเรื้อรัง และการจัดสภาพงานที่เหมาะสม สามารถเพิ่มความสามารถในการทำงานได้อย่างมาก (สมหญิง สายธนู, 2564–2567)

5. การพัฒนาแรงงานรุ่นใหม่ควบคู่กัน เพื่อไม่ให้เกิด “คอขวด” ของตำแหน่งงาน การขยายอายุเกษียณต้องมาควบคู่กับการพัฒนาทักษะของคนรุ่นใหม่ และการสร้างเส้นทางอาชีพที่ชัดเจน

ระบบข้าราชการไทยกำลังยืนอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อครั้งสำคัญของยุคประชากรสูงวัย ความท้าทายไม่ได้เกิดเฉพาะจากจำนวนผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้นเท่านั้น แต่ยังเกิดจากโครงสร้างของระบบราชการที่ยังไม่สอดคล้องกับบริบทปัจจุบัน อายุเกษียณที่ออกแบบไว้ในอดีตไม่สามารถรองรับอายุขัยที่เพิ่มขึ้นได้อีกต่อไป ขณะเดียวกัน ข้าราชการสูงอายุยังคงมีศักยภาพและสามารถทำงานได้อย่างมีคุณภาพหากมีการออกแบบงานและระบบประเมินสมรรถนะที่เหมาะสม

การขยายอายุเกษียณจึงไม่ใช่เรื่องของตัวเลขเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของ “การปฏิรูประบบกำลังคนภาครัฐ” ให้สอดคล้องกับยุคอายุยืน หากประเทศไทยสามารถออกแบบระบบเกษียณที่ยืดหยุ่น เป็นธรรม และสนับสนุนผู้สูงอายุให้ทำงานได้อย่างมีศักดิ์ศรี ระบบราชการไทยก็จะสามารถรักษาคุณภาพการให้บริการสาธารณะได้อย่างมั่นคง และพร้อมรับมือกับความท้าทายของสังคมสูงวัยในศตวรรษใหม่นี้

 


รายการอ้างอิง
การเกษียณอายุราชการในระบบราชการไทย. (ไม่ระบุปี).
ชลธิชา อัศวนิรันดร. (2563). รูปแบบการจ้างงานผู้สูงอายุในภาคเอกชนของไทย: ความยืดหยุ่น ผลิตภาพ และการคุ้มครอง.
เฉลิมพล แจ่มจันทร์. (2563). สถานการณ์และแนวโน้มสภาพการทำงานของผู้สูงอายุไทย.
เฉลิมพล แจ่มจันทร์. (2564). สถานการณ์แรงงานสูงอายุนอกระบบในประเทศไทย.
มูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย. (2566). การส่งเสริมการทำงานของผู้สูงอายุ.
สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน. (2562). ทัศนคติต่อการขยายอายุการทำงาน.
สมหญิง สายธนู. (2564–2567). โครงการพัฒนาต้นแบบการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรคด้วยนวัตกรรมซอฟต์แวร์วิเคราะห์ภาวะสุขภาพกับการทำงาน (Fit2Work).
วิทยาลัยประชากรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. (2556). ผลกระทบด้านมหภาคและจุลภาคของการขยายอายุเกษียณ.
ภาพปกจาก : freepik.com