สุขภาพ ความสามารถในการทำงาน และแนวคิด “Work Ability” ของผู้สูงอายุไทย: รากฐานสำคัญของการขยายอายุการทำงานในสังคมสูงวัย

ท่ามกลางการเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างเต็มรูปแบบของประเทศไทย คำถามสำคัญข้อหนึ่งที่สังคมมักตั้งข้อสงสัย คือ “ผู้สูงอายุยังสามารถทำงานได้หรือไม่?” ประเด็นนี้สัมพันธ์โดยตรงกับความเป็นไปได้ของนโยบาย “การขยายอายุการทำงาน” หรือ “การขยายอายุเกษียณราชการ” ซึ่งจำเป็นต้องพิจารณาจากข้อมูลด้านสุขภาพ ความสามารถในการทำงาน และสภาพแวดล้อมการทำงานที่เหมาะสมของผู้สูงอายุโดยตรง ไม่ใช่เพียงจากตัวเลขอายุเพียงอย่างเดียว

เอกสารชุดที่ได้รับ ซึ่งรวมถึงรายงาน “Fit2Work” และงานวิจัยด้านสุขภาพแรงงานจำนวนหลายฉบับ สะท้อนภาพอย่างชัดเจนว่า “ศักยภาพในการทำงานของผู้สูงอายุไทยไม่ได้ลดลงทันทีเมื่ออายุถึง 60 ปี” ตรงกันข้าม หากมีการดูแลสุขภาพที่ดี การจัดสภาพงานที่เหมาะสม และการปรับภาระงานให้สอดคล้องกับความสามารถ ศักยภาพของผู้สูงอายุยังสามารถคงอยู่ได้ยาวนานกว่าเดิมมาก

บทความนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่ออธิบายความหมายของ “ความสามารถในการทำงาน” (Work Ability) อิทธิพลของสุขภาพต่อ productivity ของผู้สูงอายุในระยะยาว รวมถึงผลจากโครงการ Fit2Work ที่เป็นหลักฐานสำคัญสำหรับการออกแบบนโยบายรองรับแรงงานสูงวัยในไทย

 

สังคมสูงวัยและความสำคัญของการประเมินความสามารถในการทำงาน

การเปลี่ยนผ่านของโครงสร้างประชากรไทยทำให้จำนวนประชากรวัยแรงงานลดลงอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ประเทศไทยมีผู้สูงอายุเกิน 20% ของประชากรทั้งหมดตั้งแต่ปี 2566 และคาดว่าจะมีมากกว่า 28% ภายในปี 2576 (มูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย, 2566)

ผลลัพธ์คือแรงกดดันต่อระบบเศรษฐกิจและตลาดแรงงาน เนื่องจากกำลังคนที่ลดลงไม่ได้ถูกทดแทนอย่างเพียงพอ ดังนั้น ความสามารถในการคงแรงงานสูงอายุในตลาดแรงงานจึงเป็นประเด็นที่สำคัญในระดับประเทศ เพราะเป็นวิธีหนึ่งในการรักษาผลิตภาพแรงงานของชาติในระยะยาว

ในบริบทนี้ การประเมิน “Work Ability” ซึ่งเป็นดัชนีที่วัดความสามารถของบุคคลในการทำงานตามสภาพงานที่รับผิดชอบ จึงเป็นเครื่องมือที่มีคุณค่ายิ่งต่อการออกแบบนโยบายด้านแรงงานผู้สูงอายุ

 

แนวคิด Work Ability Index (WAI): ตัวชี้วัดศักยภาพการทำงานของผู้สูงอายุ

หนึ่งในผลงานที่โดดเด่นในชุดเอกสารทั้งหมด คือโครงการ “Fit2Work” ซึ่งได้ใช้ดัชนี Work Ability Index (WAI) เพื่อประเมินความสามารถในการทำงานของผู้สูงอายุในช่วงอายุ 55–70 ปี ผลการประเมินชี้ชัดว่า ความสามารถในการทำงานของผู้สูงอายุขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายด้าน เช่น สุขภาพกาย สุขภาพจิต ทักษะ ความพึงพอใจในงาน ความสามารถในการปรับตัว และความเหมาะสมของสภาพการทำงาน (สมหญิง สายธนู, 2564–2567)

WAI ไม่ได้วัดแค่ “สุขภาพ” แต่เป็นการประเมิน “ความสามารถในการทำงานตามสภาพงาน” โดยมีองค์ประกอบหลัก ได้แก่

  • การรับรู้ความสามารถของตนเองในการทำงาน
  • สภาพสุขภาพในปัจจุบัน
  • การวินิจฉัยโรคเรื้อรัง
  • ความสอดคล้องระหว่างความต้องการของงานกับความสามารถของร่างกาย
  • ความพึงพอใจและแรงจูงใจในงาน

ผลจาก WAI ชี้ว่า ผู้สูงอายุจำนวนมาก โดยเฉพาะช่วงอายุ 60–65 ปี ยังคงมีความสามารถในการทำงานในระดับดี หากมีการดูแลสุขภาพที่เหมาะสม เช่น ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ควบคุมโรคประจำตัว และพักผ่อนอย่างเพียงพอ

นี่เป็นหลักฐานสำคัญที่แสดงว่า “อายุ 60 ปีไม่ได้หมายความว่าความสามารถในการทำงานลดลงโดยอัตโนมัติ”

 

สถานการณ์สุขภาพของผู้สูงอายุไทย: ภาพจริงที่ซับซ้อนกว่าแบบเหมารวม

งานวิจัยด้านสาธารณสุขผู้สูงอายุ เช่น โรงการพัฒนาศักยภาพแรงงานสูงวัย และเอกสาร “พัฒนานโยบายเสริมศักยภาพผู้สูงอายุ” (2564) ระบุว่า ผู้สูงอายุไทยยุคใหม่มีสุขภาพโดยรวมดีขึ้นกว่าในอดีต ขณะเดียวกันก็ยังเผชิญโรคไม่ติดต่อเรื้อรังจำนวนมาก แต่โรคเหล่านี้สามารถจัดการได้ด้วยการออกกำลังกาย โภชนาการที่เหมาะสม และการดูแลสม่ำเสมอ โรคที่ผู้สูงอายุมักเผชิญ เช่น

  • ความดันโลหิตสูง
  • เบาหวาน
  • ข้อเสื่อม
  • โรคหัวใจ
  • ภาวะน้ำตาลในเลือดผิดปกติ

อย่างไรก็ตาม งานวิจัย Fit2Work ชี้ว่า โรคเหล่านี้เป็นปัจจัยที่ “จัดการได้” ไม่ใช่ปัจจัยที่ทำให้ต้องยุติการทำงานเสมอไป โดยเฉพาะในงานที่ไม่ใช้แรงกายหนัก เช่น งานบริการ งานเอกสาร งานวิชาการ งานที่ต้องใช้ความละเอียด และงานที่ต้องใช้ประสบการณ์สูง

ข้อมูลด้านสุขภาพยังสะท้อนว่าผู้สูงอายุที่ยังทำงาน มีระดับสุขภาพจิตที่ดีกว่าผู้ที่ไม่ทำงาน เนื่องจากงานช่วยให้เกิดความรู้สึกมีคุณค่า ลดความเหงา และส่งเสริมการมีกิจวัตรที่ชัดเจน (มูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย, 2566)

 

บทบาทสำคัญของปัจจัยด้านสุขภาพต่อศักยภาพการทำงาน

ข้อมูลจากงานวิจัยหลายแหล่งชี้ว่า สุขภาพเป็นหนึ่งในตัวแปรสำคัญที่สุดที่กำหนด “ความสามารถในการทำงาน” ของผู้สูงอายุ มากกว่า “อายุจริง” ของบุคคล งานวิจัย Fit2Work ชี้ให้เห็นว่า การเข้าร่วมกิจกรรมออกกำลังกายเป็นประจำ (3–5 วันต่อสัปดาห์) สามารถเพิ่มคะแนน WAI ได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุที่มีกิจกรรมการเคลื่อนไหวทางกายต่ำ ปัจจัยที่ส่งผลต่อความสามารถในการทำงาน ได้แก่

  • การนอนหลับที่มีคุณภาพ
  • การบริโภคอาหารที่สมดุล
  • การควบคุมโรคเรื้อรัง
  • การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
  • ความสามารถในการจัดการความเครียด
  • การมีสังคมและกิจกรรมร่วมกับผู้อื่น

งานวิจัยยังชี้ว่า ผู้สูงอายุที่ยังคงทำงานมักมีแรงจูงใจในการดูแลสุขภาพมากกว่าผู้ที่หยุดทำงาน และมีแนวโน้มที่จะรักษาสมรรถนะของตนไว้ในระดับสูงกว่า

 

สภาพแวดล้อมการทำงานที่เหมาะสม: ปัจจัยชี้ขาดที่ทำให้ผู้สูงอายุทำงานได้ยาวและดี

ในงานวิจัยหลายฉบับพบข้อมูลที่ตรงกันว่า “การจัดสภาพแวดล้อมการทำงานให้เหมาะสมกับผู้สูงอายุ” เป็นตัวแปรสำคัญที่สุดในการรักษาความสามารถในการทำงานของผู้สูงอายุในระยะยาว ตัวอย่างเช่น

  • การปรับระดับโต๊ะและเก้าอี้ให้สอดคล้องกับสรีระ
  • เพิ่มแสงสว่างเพียงพอ
  • ลดงานที่ต้องใช้แรงกายหนัก
  • ใช้อุปกรณ์ช่วยพยุงหรือช่วยผ่อนแรง
  • กำหนดชั่วโมงทำงานแบบยืดหยุ่น
  • จัดให้มีเวลาพักที่เพียงพอ
  • ลดงานที่ต้องใช้ท่าทางซ้ำ ๆ

ดังนั้น การปรับงาน (job redesign) ช่วยให้ผู้สูงอายุสามารถทำงานได้ต่อเนื่องโดยไม่กระทบต่อผลิตภาพ ขณะเดียวกันก็ช่วยลดความเสี่ยงการบาดเจ็บหรือปัญหาทางสุขภาพในระยะยาว

 

ความสามารถในการทำงานที่สัมพันธ์กับประสบการณ์: ข้อได้เปรียบของผู้สูงอายุ

งานวิจัยของชลธิชา อัศวนิรันดร (2563) ชี้ว่าผู้สูงอายุมีประโยชน์ต่อองค์กรในหลายด้าน เช่น องค์ประกอบหลัก ได้แก่

  • ความละเอียดรอบคอบ
  • ทักษะการตรวจสอบคุณภาพ
  • ความสามารถในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า
  • ทักษะการโยนิโสมนสิการ
  • ความนิ่งทางอารมณ์
  • ความรับผิดชอบและความซื่อสัตย์สูง

ทักษะดังกล่าวทำให้ผู้สูงอายุเหมาะกับงานบางประเภท เช่น

  • งานบริการที่ต้องอาศัยทักษะมนุษยสัมพันธ์
  • งานที่ปรึกษา
  • งานวิเคราะห์ข้อมูล
  • งานกำกับดูแล
  • งานที่ต้องใช้ภูมิปัญญาและทักษะฝีมือ

ผู้สูงอายุจำนวนมากยังมีบทบาทสำคัญในการ “ถ่ายทอดความรู้” ให้กับแรงงานรุ่นใหม่ ซึ่งเป็นคุณค่าที่ประเมินด้วยตัวเลขไม่ได้ แต่มีบทบาทต่อคุณภาพงานอย่างยิ่ง

 

บทเรียนสำคัญสำหรับนโยบายขยายอายุการทำงาน: สุขภาพต้องมาก่อนอายุ

เมื่อวิเคราะห์ข้อมูลทั้งหมด จะเห็นว่าการออกแบบนโยบายขยายอายุการทำงานหรือขยายอายุเกษียณจำเป็นต้องยึดหลักว่า:“อายุไม่ใช่ตัวกำหนดความสามารถในการทำงาน แต่สุขภาพและสภาพแวดล้อมในการทำงานต่างหาก” ดังนั้น นโยบายที่ควรพิจารณา ได้แก่

  1. ระบบประเมินสมรรถนะตามช่วงวัยแทนการใช้ตัวเลขอายุ
  2. การส่งเสริมสุขภาพแรงงานอย่างเป็นระบบ
  3. การจัดสภาพแวดล้อมการทำงานให้เหมาะกับผู้สูงอายุ
  4. การปรับงานให้ตรงกับความสามารถ
  5. การให้ผู้สูงอายุเลือกทำงานต่อด้วยความสมัครใจ
  6. การพัฒนาทักษะดิจิทัลและทักษะอาชีพต่อเนื่อง

 

หากนโยบายคำนึงถึงมิติสุขภาพควบคู่ไปกับการบริหารทรัพยากรมนุษย์ ผู้สูงอายุจำนวนมากจะสามารถทำงานต่อได้อย่างมีคุณภาพ และสามารถมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจและสังคมได้ยาวนานกว่าที่คาดคิด

สุขภาพและความสามารถในการทำงานของผู้สูงอายุเป็นรากฐานสำคัญของการขับเคลื่อนนโยบายการขยายอายุการทำงานในประเทศไทย งานวิจัยหลายชิ้นชี้ชัดว่า ผู้สูงอายุที่ได้รับการดูแลสุขภาพอย่างเหมาะสม มีสภาพงานที่สนับสนุน และมีแรงจูงใจที่สอดคล้องกับคุณค่าของตนเอง สามารถทำงานได้ดีอย่างต่อเนื่องจนถึงอายุ 70 ปี

การออกแบบระบบประเมิน Work Ability การจัดสภาพงาน การพัฒนาทักษะ และการส่งเสริมสุขภาพอย่างเป็นระบบ จึงเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้ผู้สูงอายุสามารถอยู่ในตลาดแรงงานได้อย่างมีศักดิ์ศรี มีคุณค่า และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

ในสังคมที่กำลังเข้าสู่ยุคประชากรอายุยืนเช่นปัจจุบัน “การสร้างสภาพแวดล้อมที่ทำให้ผู้สูงอายุทำงานได้” ไม่ใช่เพียงนโยบายด้านแรงงาน แต่เป็นรากฐานของการพัฒนาประเทศที่ยั่งยืนในระยะยาว

 


รายการอ้างอิง
ชลธิชา อัศวนิรันดร. (2563). รูปแบบการจ้างงานผู้สูงอายุในภาคเอกชนของไทย: ความยืดหยุ่น ผลิตภาพ และการคุ้มครอง.
เฉลิมพล แจ่มจันทร์. (2564). สถานการณ์แรงงานสูงอายุนอกระบบในประเทศไทย.
มูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย. (2566). การส่งเสริมการทำงานของผู้สูงอายุ.
สมหญิง สายธนู. (2564–2567). โครงการพัฒนาต้นแบบการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรคด้วยนวัตกรรมซอฟต์แวร์วิเคราะห์ภาวะสุขภาพกับการทำงาน (Fit2Work).
การพัฒนานโยบายเสริมศักยภาพผู้สูงอายุ. (2564).
ภาพปกจาก : freepik.com