การขยายอายุเกษียณไม่ใช่เพียง “การเลื่อนตัวเลข” จาก 60 ไปเป็น 63 หรือ 65 ปี หากแต่เป็นการขยับโครงสร้างของระบบเศรษฐกิจ สวัสดิการ และวิถีชีวิตของผู้คนจำนวนมหาศาลในเวลาเดียวกัน ในระดับประเทศ การตัดสินใจดังกล่าวมีผลต่อผลิตภาพแรงงาน ศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจ และภาระทางการคลังของรัฐ ขณะที่ในระดับครัวเรือน การขยายอายุเกษียณส่งผลต่อรายได้ ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และบทบาทของผู้สูงอายุในครอบครัวอย่างลึกซึ้ง
งานศึกษาว่าด้วย “ผลกระทบด้านมหภาคและจุลภาคของการขยายอายุเกษียณ” ให้ภาพที่ชัดเจนว่าการเลื่อนอายุเกษียณมีทั้งด้านบวกและด้านลบ มีทั้งผลดีในมุมหนึ่ง และเงื่อนไขที่ต้องบริหารจัดการอย่างระมัดระวังในอีกมุมหนึ่ง การทำความเข้าใจพลวัตเหล่านี้จึงเป็นหัวใจสำคัญของการออกแบบนโยบายที่สมดุลและเป็นธรรม ทั้งต่อรัฐ ข้าราชการ ภาคเอกชน และครัวเรือนผู้สูงอายุ
บทความนี้มุ่งอธิบายผลกระทบของการขยายอายุเกษียณทั้งในระดับมหภาค (เศรษฐกิจระดับประเทศ การคลัง และตลาดแรงงาน) และในระดับจุลภาค (ครัวเรือน รายได้ การตัดสินใจชีวิตของผู้สูงอายุ) โดยอาศัยข้อมูลและข้อค้นพบจากงานวิจัยด้านประชากรและผู้สูงอายุในประเทศไทย
มุมมองระดับมหภาค: ผลต่อเศรษฐกิจ การคลัง และตลาดแรงงาน
การเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็วของไทยทำให้สัดส่วนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นขณะที่สัดส่วนวัยแรงงานลดลงอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ “อัตราส่วนพึ่งพิงผู้สูงอายุ” (old-age dependency ratio) เพิ่มขึ้น หมายความว่า คนวัยทำงานต้องรองรับภาระดูแลผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น ทั้งผ่านภาษีที่จ่ายให้รัฐและการดูแลในระดับครัวเรือน (มูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย, 2566)
ในบริบทเช่นนี้ การขยายอายุเกษียณถูกมองว่าเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญในการรักษาจำนวนแรงงานในระบบให้สูงขึ้น เพื่อบรรเทาผลกระทบจากการลดลงของวัยแรงงาน งานศึกษาของวิทยาลัยประชากรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วิเคราะห์ในเชิงแบบจำลองว่า หากมีการขยายอายุเกษียณของข้าราชการออกไป ผลที่เกิดขึ้นในระดับมหภาคสามารถสรุปได้ใน 3 มิติหลัก คือ
ประการแรก ผลต่อผลิตภาพและศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจ การมีแรงงานสูงอายุอยู่ในระบบนานขึ้นช่วยชะลอการลดลงของจำนวนผู้ทำงานในระบบเศรษฐกิจ ทำให้ผลิตภาพโดยรวมไม่หดตัวเร็วเกินไป แม้การเพิ่มขึ้นของ GDP จะไม่ได้สูงมากจนพลิกสถานการณ์ได้ทั้งหมด แต่ก็มีผลในเชิง “กันกระแทก” ให้เศรษฐกิจมีเวลาปรับตัวต่อโครงสร้างประชากรใหม่ (วิทยาลัยประชากรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2556)
ประการที่สอง ผลต่อการคลังของรัฐและงบประมาณด้านบำนาญ การขยายอายุเกษียณทำให้รัฐต้องจ่าย “เงินเดือน” ให้แก่ข้าราชการที่ยังทำงานอยู่ยาวนานขึ้น ซึ่งเป็นภาระในระยะสั้น แต่ในระยะยาว การเลื่อนการเกษียณออกไปทำให้รัฐสามารถชะลอการเริ่มจ่าย “บำนาญ” และลดจำนวนปีที่ต้องจ่ายเงินบำนาญให้ผู้เกษียณแต่ละคนลง เมื่อประกอบกับรายได้ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่เพิ่มขึ้นจากการที่ผู้สูงอายุยังคงอยู่ในตลาดแรงงาน งานวิจัยชี้ว่าผลสุทธิในระยะยาวมีแนวโน้มที่จะเป็นบวกต่อเสถียรภาพการคลัง หากออกแบบโครงสร้างค่าตอบแทนอย่างเหมาะสม (วิทยาลัยประชากรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2556)
ประการที่สาม ผลต่อโครงสร้างตลาดแรงงานและการหมุนเวียนตำแหน่ง การขยายอายุเกษียณมีผลทำให้ตำแหน่งงานระดับกลางและระดับสูงในระบบราชการและบางองค์กรเอกชน “หมุนเวียนช้าลง” ซึ่งอาจทำให้โอกาสเลื่อนตำแหน่งของแรงงานรุ่นใหม่ช้าลงด้วย แต่ในอีกด้านหนึ่ง การคงผู้สูงอายุที่มีประสบการณ์ไว้ในระบบช่วยให้การทำงานในตำแหน่งที่ซับซ้อนดำเนินต่อเนื่อง มีความเสี่ยงต่อข้อผิดพลาดน้อยลง โดยเฉพาะในตำแหน่งที่ต้องอาศัยประสบการณ์สูง
กล่าวอย่างสรุป ในมุมมหภาค การขยายอายุเกษียณจึงไม่ใช่มาตรการที่มีเพียงผลดีหรือผลเสียอย่างใดอย่างหนึ่ง หากแต่เป็นมาตรการที่มี “ต้นทุนระยะสั้น” เพื่อแลกกับ “ผลประโยชน์ระยะยาว” ทั้งต่อเสถียรภาพการคลังและการรักษาศักยภาพทางเศรษฐกิจของประเทศในสังคมสูงวัย
ระดับจุลภาค: รายได้ ความมั่นคง และการตัดสินใจของครัวเรือนผู้สูงอายุ
เมื่อเปลี่ยนมาสู่ระดับชีวิตจริงของผู้คน การขยายอายุเกษียณย่อมสะท้อนถึง “การมีหรือไม่มีรายได้จากการทำงาน” ในช่วงวัยที่เดิมเคยถูกนับว่า “เกษียณแล้ว” สำหรับข้าราชการและพนักงานในระบบ การเกษียณตามเกณฑ์เดิมมักหมายถึงการเปลี่ยนผ่านจาก “รายได้จากเงินเดือน” ไปสู่ “รายได้จากบำนาญ” ซึ่งในหลายกรณีมีมูลค่าน้อยกว่า ทำให้ระดับรายได้ของครัวเรือนลดลงทันทีหลังเกษียณ
งานวิจัยด้านจุลภาคของวิทยาลัยประชากรศาสตร์ชี้ว่า การขยายอายุเกษียณช่วยให้ผู้สูงอายุและครัวเรือนมีรายได้สม่ำเสมอจากเงินเดือนต่อไปอีกหลายปี ทำให้สามารถวางแผนการเงินได้มั่นคงขึ้น ลดความตึงเครียดทางเศรษฐกิจของครัวเรือน และลดความจำเป็นที่ต้องพึ่งพาบุตรหลานมากเกินไป (วิทยาลัยประชากรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2556)
ในบริบทที่ครัวเรือนไทยจำนวนมากยังไม่มีเงินออมเพียงพอสำหรับใช้จ่ายตลอดช่วงบั้นปลายชีวิต การมีรายได้จากการทำงานเพิ่มขึ้นอีก 3–5 ปีอาจมีความหมายอย่างยิ่งต่อความมั่นคงของชีวิตผู้สูงอายุ ไม่เพียงในเชิงตัวเงิน แต่ยังรวมถึงความรู้สึก “มีคุณค่า” และ “มีบทบาท” อยู่ในสังคมด้วย งานของมูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย (2566) ระบุว่าผู้สูงอายุที่ยังทำงานมีระดับความพึงพอใจในชีวิตและสุขภาพจิตดีกว่าผู้สูงอายุที่ไม่ได้ทำงานอย่างมีนัยสำคัญ
ในขณะเดียวกัน การขยายอายุเกษียณอาจมีผลต่อ “บทบาทของผู้สูงอายุในครอบครัว” ที่ต้องจัดสมดุลใหม่ ผู้สูงอายุจำนวนหนึ่งเดิมทีวางแผนจะใช้ชีวิตหลังเกษียณไปกับการดูแลหลาน การทำกิจกรรมชุมชน หรือการพักผ่อน แต่การทำงานต่ออาจทำให้เวลาที่มีต่อครอบครัวลดลง อย่างไรก็ตาม งานวิจัยบางชิ้นสะท้อนว่า ผู้สูงอายุจำนวนมากมองการทำงานต่อในช่วงวัยหลัง 60 ปีเป็น “ทางเลือก” มากกว่าจะเป็น “ภาระบังคับ” หากมีสุขภาพดีและงานมีความยืดหยุ่นเพียงพอ (มูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย, 2566)
ในระดับจุลภาคจึงอาจสรุปได้ว่า การขยายอายุเกษียณมีแนวโน้มเพิ่มความมั่นคงทางเศรษฐกิจและความรู้สึกมีคุณค่าของผู้สูงอายุ แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องออกแบบให้เกิดขึ้น “บนฐานของความสมัครใจ” และมีพื้นที่ให้ผู้สูงอายุจัดสมดุลชีวิตตามบริบทของตนเอง
การกระจายผลประโยชน์และภาระ: ใครได้ ใครเสียจากการขยายอายุเกษียณ
งานวิจัยเกี่ยวกับผลกระทบมหภาคและจุลภาคของการขยายอายุเกษียณมักตั้งคำถามสำคัญว่า “ใครคือผู้ได้รับประโยชน์” และ “ใครคือกลุ่มที่อาจได้รับผลกระทบเชิงลบ” จากนโยบายนี้
ในระดับบุคคล ผู้ที่ได้รับประโยชน์ชัดเจนคือข้าราชการหรือพนักงานที่ยังมีสุขภาพดีและพร้อมทำงานต่อ พวกเขาจะมีรายได้มั่นคงยาวนานขึ้น มีสถานะทางเศรษฐกิจที่ดีขึ้น และมีเวลาสร้างเงินออมมากขึ้นก่อนเข้าสู่ชีวิตหลังเกษียณอย่างแท้จริง
ในระดับครัวเรือน ครอบครัวที่มีผู้สูงอายุเป็นเสาหลักทางเศรษฐกิจจะได้รับประโยชน์จากรายได้ที่ต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน บุตรหลานอาจมีภาระดูแลผู้สูงอายุด้านสุขภาพลดลง หากผู้สูงอายุยังคงแข็งแรงและพึ่งพาตนเองได้
ในด้านภาครัฐ รัฐได้รับประโยชน์จากการเลื่อนช่วงเวลาการจ่ายบำนาญออกไป และได้รับภาษีเงินได้เพิ่มจากผู้ที่ทำงานต่อ ซึ่งช่วยบรรเทาภาระงบประมาณในระยะยาว อย่างไรก็ดี ในระยะสั้นรัฐต้องจัดเตรียมงบประมาณเงินเดือนให้ครอบคลุมช่วงเวลาการทำงานที่ยาวขึ้น
ในทางกลับกัน กลุ่มที่อาจรู้สึก “เสียโอกาส” คือแรงงานรุ่นใหม่ที่มองว่าการขยายอายุเกษียณทำให้ตำแหน่งว่างหมุนเวียนช้าลง ส่งผลให้โอกาสเลื่อนตำแหน่งหรือเข้ารับราชการใหม่ลดลงอย่างชั่วคราว มุมมองนี้จึงสะท้อนความจำเป็นที่รัฐต้องออกแบบระบบกำลังคนให้รอบด้าน ทั้งด้านการใช้ศักยภาพผู้สูงอายุ และการสร้างเส้นทางความก้าวหน้าให้คนรุ่นใหม่ควบคู่กัน (สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน, 2562)
ความสัมพันธ์กับความยั่งยืนของระบบสวัสดิการและบำนาญ
โครงสร้างบำนาญของข้าราชการไทยตั้งอยู่บนฐานคิดของการจ่ายบำนาญตลอดชีวิตหลังเกษียณ ซึ่งในยุคที่คนมีชีวิตหลังเกษียณเพียง 10–15 ปี ระบบดังกล่าวอาจยังมีความยั่งยืน แต่เมื่ออายุขัยเพิ่มขึ้นเป็น 20–25 ปี ภาระบำนาญย่อมเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด
งานศึกษาทางเศรษฐศาสตร์ประชากรชี้ว่า การขยายอายุเกษียณสามารถเป็น “เครื่องมือหนึ่ง” ในการรักษาความยั่งยืนของระบบบำนาญ เพราะช่วยลดจำนวนปีที่รัฐต้องจ่ายบำนาญต่อคนหนึ่งคนลง พร้อมกับเพิ่มปีที่บุคคลนั้นยังทำงานและเสียภาษีเข้ารัฐ (วิทยาลัยประชากรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2556)
ในเชิงหลักการ การขยายอายุเกษียณจึงอาจถือเป็นการ “เฉลี่ยภาระ” ระหว่างรุ่น กล่าวคือ ผู้สูงอายุที่ยังมีศักยภาพทำงานรับภาระด้วยการทำงานต่ออีกระยะหนึ่ง เพื่อให้รัฐสามารถดูแลผู้สูงอายุในภาวะเปราะบางหรือไม่มีศักยภาพทำงานได้อย่างเพียงพอผ่านระบบสวัสดิการและบำนาญที่เข้มแข็งขึ้น
อย่างไรก็ตาม ประเด็นนี้ต้องเดินบนเส้นบาง ๆ ระหว่าง “การให้โอกาสผู้สูงอายุทำงานต่อ” กับ “การบังคับให้ทำงานเพราะรัฐไม่มีทรัพยากรเพียงพอ” ซึ่งหากออกแบบไม่ดีอาจถูกต่อต้านทางสังคมได้ ดังนั้น การออกแบบนโยบายจำเป็นต้องยืนอยู่บนหลักการของสิทธิ ความยืดหยุ่น และความสมัครใจ
มิติด้านคุณภาพชีวิตและศักดิ์ศรีของผู้สูงอายุ
เมื่อพูดถึงผลกระทบระดับจุลภาค การมองเพียงด้านรายได้หรือภาระการเงินของครัวเรือนอาจยังไม่เพียงพอ งานวิจัยด้านผู้สูงอายุหลายฉบับชี้ว่าการทำงานต่อในวัยหลัง 60 ปีมีผลทางบวกต่อคุณภาพชีวิตและสุขภาพจิตของผู้สูงอายุอย่างชัดเจน ผู้สูงอายุที่ยังมีบทบาทในที่ทำงาน มีเพื่อนร่วมงาน และรู้สึกว่าตนเอง “ยังเป็นส่วนหนึ่ง” ของสังคม มักมีความสุขในชีวิตสูงกว่าและมีแนวโน้มซึมเศร้าน้อยกว่า (มูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย, 2566)
กล่าวอีกนัยหนึ่ง การขยายอายุเกษียณไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือด้านเศรษฐกิจหรือการคลัง แต่ยังเป็นเครื่องมือด้าน “ศักดิ์ศรีและตัวตน” ของผู้สูงอายุด้วย การเปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุเลือกทำงานต่อในสภาพงานที่เหมาะสมจึงเป็นส่วนหนึ่งของการเคารพในศักยภาพและคุณค่าของมนุษย์ในทุกช่วงวัย
อย่างไรก็ดี การทำงานต่อในวัยสูงอายุต้องเกิดขึ้นบนฐานของการได้รับการสนับสนุนด้านสุขภาพ การจัดสภาพแวดล้อมการทำงานที่เหมาะสม และการลดภาระงานที่ไม่จำเป็น เพื่อไม่ให้การทำงานกลายเป็น “การเอาเปรียบแรงงานสูงวัย” โดยเฉพาะในกลุ่มอาชีพที่ใช้แรงกายเป็นหลัก
การขยายอายุเกษียณในบริบทสังคมสูงวัยของไทยมีผลสะเทือนทั้งในระดับมหภาคและจุลภาค ในระดับเศรษฐกิจมหภาค การคงแรงงานสูงอายุไว้ในระบบช่วยชะลอความเสี่ยงจากการหดตัวของกำลังแรงงาน รักษาศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจ และบรรเทาภาระทางการคลังด้านบำนาญ ในระดับจุลภาค การขยายอายุเกษียณช่วยเพิ่มความมั่นคงทางเศรษฐกิจของครัวเรือนผู้สูงอายุ เพิ่มรายได้ และสร้างความรู้สึกมีคุณค่าในชีวิต แต่ในขณะเดียวกันก็สร้างคำถามเรื่องโอกาสของคนรุ่นใหม่ ความสมดุลของบทบาทในครอบครัว และศักดิ์ศรีของผู้สูงอายุที่อาจถูกกดดันให้ทำงานต่อโดยไม่มีทางเลือกอื่น
โจทย์สำคัญของนโยบายจึงไม่ใช่เพียงจะ “ขยายหรือไม่ขยาย” แต่อยู่ที่ว่า “จะขยายอย่างไร” ให้เกิดความสมดุลระหว่างผลประโยชน์ระดับประเทศกับคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ และระหว่างสิทธิของคนรุ่นปัจจุบันกับความเป็นธรรมต่อคนรุ่นถัดไป หากออกแบบอย่างรอบด้าน การขยายอายุเกษียณอาจกลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้ประเทศไทยก้าวผ่านความท้าทายของสังคมสูงวัยอย่างมีศักดิ์ศรีและยั่งยืนมากขึ้น
