ยัง (YOUNG) อยู่ดี สู่ พิจิตร 100: นวัตกรรมสังคมร่วมผลิต (Co-production) ป้องกันภาวะเปราะบางในผู้สูงอายุอย่างยั่งยืน

1. บริบทสถานการณ์: เมื่อพิจิตรก้าวสู่ “สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ (Complete Aged Society)”

ในห้วงทศวรรษที่ผ่านมา ประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ แต่สำหรับจังหวัดพิจิตร สถานการณ์ความท้าทายนี้มีความเข้มข้นยิ่งกว่า ข้อมูลสถิติคาดการณ์ในปี พ.ศ. 2568 ระบุว่า สัดส่วนผู้สูงอายุในจังหวัดพิจิตรจะพุ่งสูงถึงร้อยละ 25.52 ซึ่งรั้งอันดับ 12 ของประเทศ และสูงกว่าค่าเฉลี่ยรวมของประเทศไทยถึงร้อยละ 4.19 ปรากฏการณ์นี้สะท้อนชัดว่าพิจิตรกำลังเผชิญหน้ากับ “สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ (Complete Aged Society)” เต็มรูปแบบ

วิกฤตที่ซ่อนตัวอยู่ภายใต้ตัวเลขทางประชากรศาสตร์คือ “ภาวะเปราะบาง” (Frailty) ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่นำไปสู่ภาวะพึ่งพิง ภาวะสมองเสื่อม และอุบัติเหตุจากการพลัดตกหกล้ม ความเสื่อมถอยของสมรรถนะภายใน (Intrinsic Capacity) ครอบคลุมทั้ง 9 ด้าน อาทิ การมองเห็น การเคลื่อนไหว สุขภาพช่องปาก และสุขภาพจิต กลายเป็นโจทย์ใหญ่ที่ระบบบริการสาธารณสุขแบบเดิมซึ่งเน้นการรักษาเชิงรับ (Reactive Care) ไม่สามารถตอบสนองได้อย่างยั่งยืน เนื่องจากข้อจำกัดด้านงบประมาณและบุคลากร รวมถึงภาระค่าใช้จ่ายระยะยาวที่ถาโถมเข้าสู่ครอบครัวและรัฐบาล

2. หัวใจของนวัตกรรม: กระบวนการร่วมผลิต (Co-production) และ Social Prescribing

การขับเคลื่อนเพื่อเปลี่ยนผ่านสู่สังคมสูงวัยที่มีคุณภาพภายใต้ยุทธศาสตร์ “พิจิตร 100” จึงมุ่งเน้นไปที่การสร้างนวัตกรรมเชิงระบบที่ยึดถือหลักการ การร่วมผลิต (Co–production) เป็นหัวใจสำคัญ นวัตกรรมนี้ไม่ได้มองผู้สูงอายุเป็นเพียง “ผู้รับบริการ” (Passive Recipient) แต่ยกสถานะให้เป็น “ผู้ร่วมสร้าง” (Active Co-creator) ผ่านกระบวนการ 4 ระดับ:

  • Co–assess: การประเมินสถานภาพสุขภาพและความเสี่ยงร่วมกันระหว่างเจ้าหน้าที่และชุมชน
  • Co–decide: การร่วมตัดสินใจเลือกแนวทางการดูแลที่สอดคล้องกับวิถีชีวิต
  • Co–design: การร่วมออกแบบกิจกรรมและโปรแกรมสร้างเสริมสุขภาพ
  • Co–deliver: การร่วมลงมือปฏิบัติและขับเคลื่อนกิจกรรมโดยใช้พลังของเครือข่ายภาคประชาชน

ควบคู่ไปกับการใช้แนวคิด การจ่ายยาด้วยกิจกรรมทางสังคม (Social Prescribing) ซึ่งเป็นการลดการพึ่งพายาเคมีที่ไม่จำเป็น และเปลี่ยนมาใช้ “กิจกรรม” เป็นเครื่องมือในการบำบัดรักษา ไม่ว่าจะเป็นศิลปะบำบัด การทำกิจกรรมอาสา หรือการออกกำลังกายในพื้นที่สาธารณะ เพื่อสร้างปฏิสัมพันธ์ทางสังคมและฟื้นฟูจิตวิญญาณของผู้สูงอายุให้กลับมามีความหมายอีกครั้ง

3. มาตรการ “ยัง (YOUNG) อยู่ดี” 5 ด้าน (12 สัปดาห์)

เพื่อให้นวัตกรรมนี้เป็นรูปธรรม จังหวัดพิจิตรได้พัฒนามาตรการเข้มข้นระยะเวลา 12 สัปดาห์ ภายใต้ชื่อ “ยัง (YOUNG) อยู่ดี” ซึ่งครอบคลุมมิติการดูแลรอบด้าน 5 ประการ ดังนี้:

มิติการดูแลกิจกรรมและเครื่องมือสำคัญเป้าหมายเชิงประจักษ์
1. กินดีธงโภชนาการสำหรับผู้สูงอายุ, โปรตีนคุณภาพสูง, การบริหารกล้ามเนื้อช่องปากและลิ้น, กิจกรรม “ปิ่นโตของฉันวันนี้”ป้องกันภาวะขาดสารอาหารและสำลัก ลดปัญหาเหงือกและฟัน
2. จำดีเกมบริหารสมอง (Brain Gym), การบันทึก “สมุดเศร้าเสื่อมเพื่อนกัน” เพื่อติดตามสภาวะอารมณ์และสติปัญญาชะลอความเสื่อมของระบบประสาทและกระบวนการรู้คิด (Cognitive)
3. กำลังดีโปรแกรมออกกำลังกายเพิ่มมวลกล้ามเนื้อและการทรงตัว 25 นาทีต่อวัน โดยประยุกต์ร่วมกับหลักวิชาการจากศิริราชลดอุบัติการณ์การพลัดตกหกล้มและเสริมสร้างความแข็งแรงของร่างกาย
4. อยู่ดีแบบสำรวจ “บ้านอยู่ดี 3 มิติ” (วิเคราะห์สิ่งแวดล้อม พฤติกรรม และสภาพร่างกาย) เพื่อปรับเปลี่ยนสภาพแวดล้อมในบ้านสร้างที่พักอาศัยที่ปลอดภัยและเอื้อต่อการใช้ชีวิตอย่างอิสระ
5. ดูแลดีระบบเครือข่ายคู่หูสุขภาพ (Health Buddy), บอร์ดดูแลดีในชุมชน, การเฝ้าสังเกตการณ์สุขภาพรายสัปดาห์สร้างระบบเฝ้าระวังที่เชื่อมต่อกับหน่วยบริการปฐมภูมิได้ทันท่วงที

 

4. ระบบนิเวศนโยบายพิจิตร 100 (Phichit 100 Ecosystem) & ทุนทางสังคม

ความสำเร็จของมาตรการ “ยัง อยู่ดี” ไม่ได้เกิดขึ้นในสุญญากาศ แต่ถูกโอบรับด้วย “ระบบนิเวศนโยบายพิจิตร 100” ซึ่งเป็นการถอดบทเรียนแนวคิด Fukuoka 100 จากประเทศญี่ปุ่น มาประยุกต์สู่บริบทไทย (Sandbox Phichit 100) โดยอาศัยทุนทางสังคมและวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์ของจังหวัดพิจิตรเป็นแรงขับเคลื่อน

พลังที่เข้มแข็งที่สุดคือ “พลังบวร” (บ้าน-วัด-ราชการ) ที่มีการบูรณาการงานมาอย่างยาวนาน เห็นได้จากโครงการประชุมสัญจรผู้สูงอายุที่ดำเนินการต่อเนื่องมากว่า 15 ปี กิจกรรมเชิงอัตลักษณ์อย่าง “นุ่งซิ่นหิ้วปิ่นโต” และ “ปั่นปันใจ” รวมถึงการจัดตั้งศูนย์ซ่อมอุปกรณ์การแพทย์สำหรับผู้ป่วย ณ วัดบ้านนา ซึ่งสะท้อนถึงการเกื้อกูลกันของคนในท้องถิ่น ทุนทางสังคมเหล่านี้คือโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ (Soft Infrastructure) ที่ทำให้นวัตกรรมเชิงสังคมสามารถหยั่งรากลึกลงในชุมชนได้อย่างมั่นคง

5. ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อความยั่งยืน

เพื่อให้มาตรการ “ยัง อยู่ดี” และนวัตกรรมสังคมพิจิตร 100 พัฒนาไปสู่ความยั่งยืนและสามารถขยายผลได้ในระดับประเทศ มีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายดังนี้:

  1. การสถาปนาวาระอย่างเป็นทางการ: ควรกำหนดให้การป้องกันภาวะเปราะบางในผู้สูงอายุเป็น “วาระจังหวัด” และ “วาระท้องถิ่น” ที่มีตัวชี้วัดความสำเร็จที่ชัดเจนและได้รับการจัดสรรงบประมาณสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง
  2. นวัตกรรมด้านสิทธิประโยชน์: บรรจุมาตรการ “ยัง อยู่ดี” ให้เป็นชุดสิทธิประโยชน์เชิงชุมชน (Community Social Prescribing Package) ภายใต้กองทุนหลักประกันสุขภาพระดับท้องถิ่น (กปท.) เพื่อให้เกิดการเข้าถึงอย่างทั่วถึง
  3. การบูรณาการข้อมูลดิจิทัล: พัฒนาระบบคัดกรอง จำแนก ส่งต่อ และติดตามผลที่สามารถเชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพดิจิทัล (Digital Health Record) เข้ากับฐานข้อมูลทางสังคมของชุมชน เพื่อการติดตามผลระยะยาวแบบ Real-time
  4. การพัฒนาคนกลาง (System Manager): ลงทุนในการพัฒนาศักยภาพบุคลากรในชุมชน เช่น “Young Care” หรือผู้จัดการระบบสุขภาพภาคประชาชน ให้มีทักษะทั้งด้านการดูแลและด้านการประสานงานนโยบาย
  5. การประเมินผลเชิงองค์รวม: นอกจากการวัดตัวชี้วัดทางสุขภาพ (Health Outcome) ควรเพิ่มมิติการประเมินผลลัพธ์ทางสังคม (Social Impact) และความคุ้มค่าเชิงเศรษฐศาสตร์สาธารณสุขเพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลในการตัดสินใจเชิงนโยบายในอนาค

นวัตกรรม “ยัง (YOUNG) อยู่ดี” จึงไม่ใช่เพียงแค่โปรแกรมสุขภาพ แต่คือการปฏิรูปกระบวนทัศน์ในการดูแลผู้สูงอายุ ที่มุ่งเน้นการสร้างพลังอำนาจให้กับชุมชน เพื่อให้พิจิตรเป็นต้นแบบของเมืองที่ทุกคนสามารถ “แก่ตัวอย่างมีคุณภาพ” และคงความเป็นหนุ่มสาวในจิตใจได้ตลอดไป

จัดทำและเรียบเรียงโดย: มูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย (มส.ผส.)

วันที่เผยแพร่: 25 กันยายน 2569

หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง/ ที่มา: สรุปสาระสำคัญจากการดำเนินโครงการ ‘การวิจัยเชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนามาตรการป้องกันและลดความเสี่ยงต่อภาวะเปราะบางของผู้สูงอายุในชุมชน: กรณีศึกษาจังหวัดพิจิตร’ ดำเนินการโดย หน่วยวิจัยเพื่อขับเคลื่อนนโยบายสุขภาพ (Siriraj Health Policy)

ภาพปกจาก : Google NotebookLM