ฉายภาพ “เมืองสูงวัย” และบทเรียนจากหน้างาน อปท. ขนาดใหญ่: จากกิจกรรมเฉพาะกิจสู่ระบบบริการประจำของเมือง

ภาพฝัน “อยู่ดี แก่ดี ตายดี” ในบริบทเมือง

เมื่อประเทศไทยก้าวเข้าสู่ “สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์” และกำลังมุ่งสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอดในอนาคตอันใกล้ โครงสร้างประชากรไทยเปลี่ยนแปลงไปอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ข้อมูลเชิงวิชาการชี้ว่าตั้งแต่ปี พ.ศ. 2564 เป็นต้นมา จำนวนเด็กเกิดใหม่ของไทยน้อยกว่าจำนวนผู้เสียชีวิต และคาดการณ์ว่าภายในปี พ.ศ. 2585 ประชากรผู้สูงอายุจะมีจำนวนสูงถึง 18.9 ล้านคน หรือคิดเป็นร้อยละ 31.4 ของประชากรทั้งประเทศ

วิกฤตการณ์นี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของตัวเลขประชากร หากแต่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบเศรษฐกิจ สภาพแวดล้อม และสวัสดิการของเมือง โดยเฉพาะในเขตเมืองใหญ่ที่ชีวิตผู้สูงอายุมักเผชิญความซับซ้อน เช่น การอยู่อาศัยตามลำพัง ข้อจำกัดด้านการเดินทาง ความโดดเดี่ยวทางสังคม และภาวะ “แก่ก่อนรวย” ซึ่งพบว่าผู้สูงอายุไทยกว่าร้อยละ 66.7 ไม่มีเงินออมเพียงพอสำหรับการใช้ชีวิตหลังเกษียณ

จากเวทีระดมสมองและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ “อปท. ขนาดใหญ่ กับบทบาทในการบริหารจัดการสังคมสูงอายุแนวใหม่” ซึ่งจัดขึ้นโดยความร่วมมือของมูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย (มส.ผส.) คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ สสส. ได้รวบรวมผู้บริหารและคนทำงานหน้างาน 27 คน จาก 15 องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นขนาดใหญ่ทั่วประเทศ เพื่อร่วมกันฉายภาพ “เมืองสูงวัยในอุดมคติ”

ภาพฝันร่วมของคนทำงานท้องถิ่นไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการจัดกิจกรรมนันทนาการแจกของเป็นครั้งคราว หากแต่คือการออกแบบเมืองที่เอื้อให้ประชาชนสามารถ:

  • อยู่ดี: มีหลักประกันรายได้ สภาพแวดล้อมปลอดภัย ที่อยู่อาศัยมั่นคง และเข้าถึงเทคโนโลยีพื้นฐาน
  • แก่ดี: มีสุขภาพแข็งแรง ไม่เข้าสู่ภาวะพึ่งพิงเร็วกว่าที่ควร มีพื้นที่เรียนรู้ มีสังคมรองรับ และยังมีบทบาทคุณค่าในชุมชน
  • ตายดี: มีระบบการดูแลระยะท้าย (Palliative Care) ที่รักษาศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สามารถจากไปอย่างสงบโดยไม่ทิ้งภาระหนักไว้ให้ครอบครัวตามลำพัง

ต้นทุนและบทเรียนความสำเร็จ 4 มิติจากท้องถิ่น

ประสบการณ์จริงจาก อปท. ขนาดใหญ่แสดงให้เห็นว่า หลายแห่งมีต้นทุนการทำงานที่โดดเด่นและสามารถตอบโจทย์คุณภาพชีวิตผู้สูงอายุได้อย่างมีนวัตกรรมใน 4 มิติสำคัญ:

  1. มิติด้านสุขภาพ:
    1. การพัฒนาระบบการดูแลระยะยาว (Long-Term Care: LTC): การใช้วงเกล็ดความร่วมมือระหว่าง Caregiver อาสาสมัคร ชุมชน และหน่วยบริการสุขภาพ เข้าไปดูแลผู้สูงอายุติดบ้านติดเตียงถึงที่บ้าน
    1. นวัตกรรมดูแลเฉพาะทาง: เช่น การจัดตั้งศูนย์ดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะสมองเสื่อมในลักษณะ Group Home หรือบ้านพักกลุ่ม รวมถึงการแจกจ่ายวัสดุสิ้นเปลือง (ผ้าอ้อมผู้ใหญ่) เพื่อสุขอนามัยและแบ่งเบาภาระครอบครัว
  2. มิติด้านเศรษฐกิจ:
    1. การเปิดพื้นที่สร้างรายได้: โครงการประเภท “ตลาดนัดวัยเก๋า” หรือพื้นที่ Well-being Co-space ที่เปลี่ยนมุมมองจากผู้สูงอายุในฐานะ “ผู้รับการสงเคราะห์” ไปสู่ “ผู้มีศักยภาพและพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจ” ผ่านการจำหน่ายสินค้าฝีมือและผลิตภัณฑ์ชุมชน
  3. มิติด้านสภาพแวดล้อมและที่อยู่อาศัย:
    1. การกระจายพื้นที่เรียนรู้และศูนย์บริการ: เช่น การจัดตั้งมหาวิทยาลัยวัยที่สาม, ป้อมปราการสุขภาพ 4 มุมเมือง, และการเปิดพื้นที่อิสระ (Free Space) เพื่อให้ผู้สูงอายุเข้าถึงการฟื้นฟูสุขภาวะกาย-ใจได้ใกล้บ้าน
  4. มิติด้านการมีส่วนร่วมทางสังคม:
    1. พลังเครือข่ายชมรมและอาสาสมัคร: การทำงานเชิงรุกผ่าน อสม., อสส., Caregiver และการสร้างความร่วมมือข้ามภาคส่วนกับสมาคมสันนิบาตเทศบาลแห่งประเทศไทย (สสท.), depa (ส่งเสริมเทคโนโลยี) และภาคประชาสังคม

ประเด็นสำคัญที่พบ: จุดคานงัดและข้อจำกัดเชิงระบบของท้องถิ่น

แม้หลายพื้นที่พิสูจน์ให้เห็นถึงศักยภาพและความมุ่งมั่น แต่เมื่อเจาะลึกในระดับโครงสร้าง บทเรียนจากหน้างานสะท้อนถึง “คอขวดเชิงระบบ” ที่ฉุดรั้งไม่ให้งานผู้สูงอายุยกระดับเป็นระบบบริการที่ยั่งยืนได้:

  • ระเบียบ กฎหมาย และความกังวลต่อการถูกตรวจสอบ: กฎระเบียบทางการเงินและการเบิกจ่ายจากส่วนกลางส่วนใหญ่มีความซับซ้อนและแข็งตัว เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นจำนวนมากไม่มั่นใจว่าการจัดบริการรูปแบบใหม่ เช่น ศูนย์ Day Care, Dementia Cafe หรือการสนับสนุนผู้ดูแล สามารถทำได้ตามกฎหมายหรือไม่ ส่งผลให้เน้นทำเฉพาะโครงการเซฟตัวเองตามระเบียบเดิมมากกว่าการสร้างนวัตกรรม
  • งบประมาณขาดความยืดหยุ่น: งบประมาณมักผูกติดกับรายการเบิกจ่ายตายตัว ล่าช้า หรือไม่สอดคล้องกับสภาพปัญหาจริงของพื้นที่ที่มีความซับซ้อนสูง
  • ปัญหาข้อมูลและประชากรแฝง: ในเขตเมืองใหญ่ ผู้สูงอายุจำนวนมากย้ายมาอาศัยกับลูกหลานหรือเป็นเช่าห้องพัก โดยไม่มีชื่อในทะเบียนราษฎร์ของพื้นที่ ทำให้เข้าไม่ถึงสิทธิบริการและหลุดรอดจากระบบฐานข้อมูลการดูแลของ อปท.
  • ภาระงานฝากและขาดตำแหน่งวิชาชีพเฉพาะ: งานผู้สูงอายุในท้องถิ่นมักถูกมองเป็นเพียง “ภารกิจฝาก” ของนักพัฒนาชุมชนหรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุขเดิม ขาดตำแหน่งเฉพาะทาง เช่น นักจัดการระบบ, นักกายภาพบำบัด หรือนักสังคมสงเคราะห์ ที่มีเส้นทางความก้าวหน้าอาชีพชัดเจน

สรุปบทเรียน: ขยับบทบาทสู่การสร้าง “ระบบบริการประจำของเมือง”

บทเรียนสำคัญที่สุดจากเวทีครั้งนี้ คือ การรองรับสังคมสูงวัยระดับสุดยอดจะไม่สามารถสำเร็จได้ด้วยการทำเพียง “โครงการสั้นๆ รายปี” หากแต่ต้องเกิดการขยับไปสู่การสร้าง “ระบบบริการประจำของเมือง” ที่ครอบคลุมและต่อเนื่อง

ท้องถิ่นถือเป็นกลไกที่อยู่ใกล้ชิดประชาชนและเข้าใจบริบทพื้นที่มากที่สุด แต่การจะแปลงข้อเสนอทางวิชาการและภาพฝันของเมืองสูงวัยให้เกิดขึ้นได้จริง จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการ “ปลดล็อกเชิงโครงสร้าง” จากระดับนโยบาย เพื่อเปิดทางให้ อปท. สามารถทำหน้าที่ในฐานะ “ผู้จัดการระบบ” (System Designer) ได้อย่างเต็มศักยภาพ

จัดทำและเรียบเรียงโดย: มูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย (มส.ผส.)

วันที่เผยแพร่: 25 กันยายน 2569

ภาพปกจาก : Google NotebookLM