เมื่อประเทศไทยก้าวเข้าสู่ “สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์” (Completely Aged Society) อย่างเต็มตัว คำถามสำคัญที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ทั่วประเทศกำลังเผชิญ ไม่ใช่คำถามที่ว่า “เรามีผู้สูงอายุมักน้อยเพียงใด” อีกต่อไป หากแต่เป็น “เราจะดูแลผู้สูงอายุในพื้นที่อย่างไร ให้ครอบคลุมทุกมิติชีวิตอย่างยั่งยืน”
ที่ผ่านมา เมื่อพูดถึงการดูแลผู้สูงอายุ ภาพจำแรกของสังคมและหน่วยงานภาครัฐ มักพุ่งเป้าไปที่ “มิติทางกายภาพและสุขภาพ” เป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นการตรวจสุขภาพ การรักษาโรคเรื้อรัง การให้ผ้าอ้อมผู้ใหญ่ หรือการจัดพาหนะรับ-ส่งไปโรงพยาบาล แน่นอนว่าสิ่งเหล่านี้มีความสำคัญยิ่ง แต่ข้อเท็จจริงเชิงประจักษ์จากการดำเนินงานในพื้นที่กลับสะท้อนว่า การดูแลผู้สูงอายุ ไม่ใช่เรื่องของส่วนใดส่วนหนึ่งหรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นการเฉพาะ หากแต่เป็นเรื่องของ “วิถีชีวิต” ที่เชื่อมโยงทั้งสุขภาพ สังคม จิตใจ สิ่งแวดล้อม และสวัสดิการชุมชนเข้าไว้ด้วยกัน
ก้าวข้ามมุมมองแบบเดิม: เมื่อ Medical Model ไม่ใช่คำตอบทั้งหมด
ในเชิงวิชาการ การดูแลผู้สูงอายุในประเทศไทยส่วนใหญ่ยังคงยึดติดกับ Medical Model หรือกรอบการทำงานที่เน้นความเจ็บป่วยและการพึ่งพิงทางกายภาพเป็นหลัก ตัวชี้วัดสำคัญอย่างค่า ADL (Activities of Daily Living) ถูกนำมาใช้เป็นเกณฑ์ตัดสินหลักในการจัดสรรงบประมาณและการช่วยเหลือ ส่งผลให้ผู้สูงอายุที่ได้รับการดูแลอย่างจริงจัง มักเป็นกลุ่มผู้สูงอายุติดบ้านหรือติดเตียง
ทว่า ในความเป็นจริง ยังมีผู้สูงอายุอีกกลุ่มใหญ่ที่ถูกมองข้าม นั่นคือ “กลุ่มเสี่ยงทางสังคม” (Social Risk / Frail Elderly) เช่น
- ผู้สูงอายุที่เดินเหินได้ตามปกติ (ค่า ADL สูง) แต่ต้องอาศัยอยู่ตามลำพัง
- ผู้สูงอายุที่มีภาวะซึมเศร้า แยกตัวจากชุมชน หรือเสี่ยงต่อภาวะสมองเสื่อมระยะเริ่มต้น (MCI)
- ผู้สูงอายุที่เผชิญภาวะความยากจน สภาพบ้านเรือนไม่ปลอดภัย หรือขาดผู้ดูแลในชีวิตประจำวัน
ผู้สูงอายุกลุ่มนี้ “ไม่ป่วยหนักพอ” ที่จะได้รับบริการสวัสดิการทางการแพทย์หรือกองทุน LTC (Long Term Care) แต่ก็ “เปราะบางเกินกว่า” จะใช้ชีวิตตามลำพังได้อย่างปลอดภัย การละเลยมิติทางสังคมเหล่านี้ ทำให้ผู้สูงอายุกลุ่มเสี่ยงกลายเป็นผู้ติดบ้านและติดเตียงเร็วขึ้นก่อนวัยอันควร ซึ่งท้ายที่สุดจะกลับมาสร้างภาระค่าใช้จ่ายทางการแพทย์อย่างมหาศาลแก่ท้องถิ่นและประเทศ
เจาะช่องว่างเชิงโครงสร้างของ อปท.: งบประมาณ กฎระเบียบ และความซ้ำซ้อน

จากการลงพื้นที่และสังเคราะห์บทเรียนร่วมกับ อปท. นำร่องหลากหลายแห่ง พบว่าท้องถิ่นจำนวนมากมี “ใจ” และอยากจัดบริการเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุอย่างครอบคลุม แต่ต้องชนกับ “กำแพงเชิงโครงสร้าง” 3 ประการสำคัญ:
- งบประมาณกระจัดกระจาย (Fiscal Fragmentation): งบประมาณพัฒนาผู้สูงอายุถูกแยกส่วนตามภารกิจของแต่ละกระทรวง เช่น งบสวัสดิการจาก พม., งบสุขภาพจาก สปสช. (กปท./LTC), และงบดำเนินงานของ อปท. เอง การขาดกลไกบูรณาการงบประมาณในระดับพื้นที่ ทำให้ อปท. ไม่สามารถนำงบจากหลายแหล่งมาจัดทำเป็น “แพ็กเกจบริการเดียว” (Integrated Service) ให้แก่ผู้สูงอายุได้
- ติดล็อกข้อระเบียบและความกังวลเรื่องการตรวจสอบ: ระเบียบการใช้จ่ายเงินของ อปท. มักเปิดช่องให้ทำได้เพียงการจัดกิจกรรมประเภท “อบรม/เสวนา” หรือ “แจกของ” แต่เมื่อ อปท. ต้องการขยับไปจัดทำ บริการดูแลรายวัน (Day Care Center), การสนับสนุนค่าอาหารผู้สูงอายุภาวะพึ่งพิง หรือการจ้างนักวิชาชีพเฉพาะทางเข้ามาทำงานในพื้นที่ มักจะพบกับข้อจำกัดทางระเบียบ และความกังวลใจต่อการถูกตรวจสอบจากหน่วยงานตรวจสอบภายนอก (สตง.)
- การทำงานแบบแยกส่วน (Silo Work): กองสาธารณสุข และ กองสวัสดิการสังคม ของ อปท. หลายแห่งยังคงต่างคนต่างทำ กองสาธารณสุขดูแลเรื่องโรค/กาย กองสวัสดิการดูแลเรื่องเบี้ยยังชีพ/การสงเคราะห์ ขาดการเชื่อมโยงข้อมูลและการวางแผนดูแลรายกรณี (Case Management) ร่วมกันอย่างเป็นระบบ
ท้าทายด้วย “กำลังคน” และ “เกณฑ์วัดผล” ที่ไม่สอดรับความเป็นจริง
นอกจากปัญหางบประมาณและระเบียบแล้ว อปท. ยังเผชิญกับข้อจำกัดด้าน อัตรากำลังและสมรรถนะของบุคลากร ท้องถิ่นส่วนใหญ่ไม่มีตำแหน่งหรือกรอบอัตรากำลังเฉพาะทางด้านงานสังคมสงเคราะห์หรือกิจกรรมบำบัด บุคลากรที่มีอยู่มักภาระงานล้นมือและขาดทักษะในการประเมินผู้สูงอายุในมิติสังคมเชิงลึก
ยิ่งไปกว่านั้น ระบบการประเมินประสิทธิภาพขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (LPA) ในปัจจุบัน ยังคงเน้นการวัดผลเชิงปริมาณและระเบียบเอกสารธุรการแบบ “One Size Fits All” เช่น ตรวจสอบว่าจัดโครงการครบตามแผนหรือไม่ มีเอกสารเบิกจ่ายถูกต้องหรือไม่ แต่ยังไม่ได้สะท้อนถึง “ผลลัพธ์การเปลี่ยนแปลงของคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ” (Social Impact) ที่เกิดขึ้นจริง เช่น ผู้สูงอายุมีภาวะซึมเศร้าลดลงหรือไม่? ชุมชนมีระบบเฝ้าระวังผู้สูงอายุอยู่ลำพังดีขึ้นเพียงใด?
บทสรุป: ถึงเวลาเปลี่ยนโจทย์การทำงานของ อปท.
การก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ ไม่ใช่ภัยพิบัติทางประชากร หากแต่เป็น “โจทย์ใหม่ของการบริหารจัดการท้องถิ่น” ที่เรียกร้องให้ อปท. ต้องปรับเปลี่ยนแนวคิด (Mindset Shift) จากเดิมที่เป็นผู้แจกเบี้ยสงเคราะห์ หรือเป็นเพียงผู้สนับสนุนงานด้านสุขภาพเชิงรับ ไปสู่การเป็น “ผู้บริหารจัดการสังคมสูงอายุแนวใหม่” ที่มองเห็นผู้สูงอายุในทุกมิติ
การจะก้าวข้ามช่องว่างเหล่านี้ได้ อปท. ไม่สามารถเดินโดยลำพัง แต่จำเป็นต้องมี เครื่องมือ นวัตกรรมบริการ ทางออกเชิงนโยบาย และเครือข่ายความร่วมมือ ที่เข้มแข็ง
จัดทำและเรียบเรียงโดย: มูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย (มส.ผส.)
วันที่เผยแพร่: 28 กันยายน 2569
หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง/ ที่มา: สรุปสาระสำคัญจากการดำเนินโครงการ ‘การพัฒนาศักยภาพนักบริหารจัดการสังคมสูงอายุแนวใหม่ผ่านการร่วมคิดร่วมสร้างในชุมชน’ ดำเนินการโดย ผศ.ดร. ณัฏฐพัชร สโรบล คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ภาพปกจาก : Google NotebookLM
